“สิงหาฟู้ด” เผยปี 68 ยอดขายพุ่งกว่า 100% แตะ 1,300 ล้านบาท ล่าสุดอัดงบรีแบรนด์ 200 ล้าน ปั้นแฟลกชิปสโตร์–คาเฟ่ ขยาย OEM ไต้หวัน–เกาหลี ตั้งเป้าปี 69 โต 30%

วันที่ 11 ก.พ. 2569 นางกนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ แบรนด์ เอพริล เบเกอรี่ ต้นตำรับพายหมูแดงสูตรฮ่องกง เจ้าแรกในประเทศไทย เปิดเผยว่าในปี 2568 บริษัทมีการออกสินค้าใหม่ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจำนวนมาก และขยายตลาดมากขึ้น ส่งผลทำให้มียอดขาย 1,300 ล้านบาท เติบโตกว่า 100% จากปี 2567 ที่มียอดประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งจากเดิมบริษัทวางเป้าหมายรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ในปี 2570 แต่สามารถทำได้เร็วกว่า

ช็อกโกแลตดูไบฟีเวอร์

โดยแรงหนุนสำคัญมาจากสินค้า “ช็อกโกแลตดูไบพิสตาชิโอ้” ที่วางตลาดมาตั้งแต่เดือนพ.ย. 2567 และสามารถทำยอดขายได้สูงสุดประมาณ 70,000 ชิ้นต่อวัน โดยที่ยืนระยะยอดขายในระดับดังกล่าวได้อย่างยาวนาน ก่อนที่ปัจจุบันจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20,000 ชิ้นต่อวัน ซึ่่งสะท้อนว่าแม้กระแสช็อกโกแลตจะเปลี่ยนเร็ว แต่ช็อกโกแลตดูไบพิสตาชิโอ้ ยังมียอดขายต่อเนื่อง เป็นเพราะรสชาติซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ ขณะที่ตั้งราคาขายที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย

“จากยอดขายในกลุ่มสินค้าช็อกโกแลตที่เติบโตดี ทำให้บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น และเป็นที่มาให้บริษัทมีการลงทุนกว่า 10 ล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำผ่านโครงการปลูกโกโก้บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่และปลูกโกโก้ตามแผน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความผันผวนของต้นทุน และรองรับการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตและเบเกอรี่พรีเมียมในอนาคต”

ปี 69 โตอีก 30%

สำหรับเป้าหมายธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายโดยรวมไว้ที่ 30% หรือแตะประมาณ 1,700 ล้านบาท ทั้งนี้เฉพาะยอดขายในเซเว่นฯ ตั้งเป้าเติบโต 15–20% จากปีก่อน ภายใต้แผนการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในปีนี้บริษัทเริ่มขยายไปต่างประเทศทั้งไต้หวันและเกาหลี ภายใต้ OEM ซึ่งในไต้หวันเตรียมส่งล็อตแรก 5 ตู้ ในเดือนมี.ค.นี้ ส่วนเกาหลีอยู่ระหว่างเจรจา ตั้งเป้ารายได้ในปีแรกจากสองประเทศๆ ละ 100 ล้านบาท ขณะที่สหรัฐฯ ปัจจุบันยังเป็นเพียงการส่งออกแบบคอนเทนเนอร์ไปจำหน่ายในร้านสินค้าไทย

รีแบรนด์”เอพริล เบเกอรี่”ครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดบริษัทมา 15 ปี

อย่างไรก็ดีเพื่อไปสู่เป้าหมายการเติบโตดังกล่าว โดยในปีนี้บริษัทจะมีการลงทุนครั้งใหญ่ 200 ล้านบาท สำหรับการรีแบรนด์ “เอพริล เบเกอรี่” ซึ่งเป็นการลงทุนรีแบรนด์ครั้งแรกนับตั้งแต่ทำธุรกิจมา 15 ปี เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม เริ่มตั้งแต่การปรับโลโก้ใหม่ และ ภาพลักษณ์ของร้านเอพริล เบเกอรี่ ใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบใหม่มาจากสไตล์ Hong Kong Western City ที่มีความเป็นเมืองสไตล์ตะวันตกผสมผสานกับเอกลักษณ์แบบศาลเจ้าแต่ไม่ดูโบราณจนเกินไป

สำหรับร้านจะใช้ภาพลักษณ์ใหม่และโลโก้ใหม่ จะเริ่มที่สาขาบรรทัดทองเป็นแห่งแรก ซึ่งจะเป็นโมเดลใหม่โดยจะเน้นการทำร้านที่ให้ประสบการณ์ “สดใหม่” ในรธูปแบบคาเฟ่ขนมอบสด โดยคอนเซปต์ให้ลูกค้าเห็นกระบวนการอบขนมสดๆ จากเตาจริงๆ ซึ่งจะเป็นสาขาเรือธง เนื่องจากมองว่าผู้บริโภคในปัจจุบันชอบทานขนมที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ มากกว่าขนมแช่เย็นจากโรงงาน นอกจากขนมแล้วจะมีเครื่องดื่มจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยตั้งเป้ายอดขายเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท

“จากการรีแบรนด์ เอพริล เบเกอรี่ ในครั้งนี้่ จะทำเฉพาะร้านสาขาของบริษัทเอง พร้อมกับการลับเข้าไปเปิดในสยามพารากอน และเซ็นทรัลสาขาต่างๆ อีกครั้ง ขณะที่สินค้าที่วางขายในเซเว่นอีเลฟเว่นจะยังคงใช้โลโก้เดิมเพื่อป้องกันความสับสนของลูกค้า” นางกนกกัญจน์ กล่าว

วางแผนเปิดคาเฟ่-ร้านรูปแบบใหม่

อีกทั้งในปีนี้ บริษัทยังมีแผนเปิดคาเฟ่และร้านรูปแบบใหม่ที่เน้นให้ประสบการณ์สดใหม่ ซึ่งนอกจากร้านที่บรรทัดทองแล้ว ในปีนี้ยังเตรียมขยายคาเฟ่ ช็อกโกแลต ที่ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะเปิดในช่วงปลายปีนี้ โดยเน้นการนำช็อกโกแลตมาแปรรูปเป็นงานคราฟต์ ให้คนได้เห็นกระบวนการทำช็อกโกแลตในลักษณะ Chocolate Academy ตลอดจนมีแผนเปิดร้านมัตฉะพรีเมียม ในย่าน พระราม 3 โดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ราคาต่อแก้วประมาณ 200-300 บาท ซึ่งเกิดจากความชอบส่วนตัว

ขณะเดียวกันยังมีร้าน DAilYJOY ร้านอาหารกล่องบนสถานีรถไฟฟ้า BTS ซึ่งเน้นความรีบเร่งสำหรับคนทำงานและนักเรียน จำหน่ายอาหารกล่องสดใหม่ราคาไม่แพง 59-69 บาท และขนมที่แบรนด์เชี่ยวชาญ ปัจจุบันมี 3 สาขา สยาม, อารีย์, ทองหล่อ ละกำลังจะเปิดที่ศาลาแดงเป็นสาขาที่ 4

เพิ่มกำลังผลิตรองรับยอดขาย 2,000 ล.

ในด้่านการผลิตโดยในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนสร้างโรงงานใหม่พิ่มเติมเพื่อขยายศักยภาพด้านการผลิตเพิ่มรวมสูงสุดกว่า 400,000 กล่อง/วัน หรือประมาณ 1.6 ล้านชิ้น/วัน เพื่อรองรับการแตกไลน์สินค้าใหม่และอัปเดตผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยบริษัทมันใจว่าจะสามารถรองรับยอดขายในปี 2570 ได้ในระดับ 2,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดีในปี 2568 ภาพรวมตลาดเบเกอรี่ไทยมีมูลค่าประมาณ 46,000 ล้านบาท โดยเติบโตจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าตลาด 44,000 ล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดมีการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ทำให้สินค้าเกิดกระแสไวรัรลได้ง่าย รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคเปิดใจรับขนมรูปแบบใหม่ๆ จากต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับสินค้า 3 อันดับแรกที่มียอดขายสูงสุดในเซเว่นฯ ได้แก่ เปี๊ยะโมจิลาวาไข่เค็ม, ช็อกโกแลตดูไบพิสตาชิโอ และ เค้กทุบบราวนี่ดูไบพิสตาชิโอ จากสินค้าทั้งหมดประมาณ 15 SKU ที่บริษัทวางจำหน่ายในเซเว่นฯ

“สินค้าหลักในเซเว่นปกติมีประมาณ 5-15 SKU และมีสินค้าออกใหม่ปรับเปลี่ยนต่อเนื่องฉลี่ยเดือนละ 1 ตัว รวมประมาณ 12 ตัว แต่ช่วงที่ช็อกโกแลตดูไบขายดีต่อเนื่องเกือบปี ทำให้บริษัทแทบไม่ได้ออกสินค้าใหม่มากนัก โดยออกเพียง 2-3 ตัว แต่ยังสามารถทำยอดรวมได้ถึง 1,300 ล้านบาท โดยสัดส่วนการขาย 70% มาจากช่องทางขายผ่านเซเว่นฯ 16,000 สาขา ที่เหลือ 20% มาจากร้านเอพริล เบเกอรี่ 40 สาขา และอีก 10% เป็นยอดขายจาก OEM”

เตรียมแต่งตัวเข้าตลาด

นางกนกกัญจน์ กล่าวในตอนท้ายว่าในปี 2570 บริษัทเตรียมแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยปัจจุบันบริษัทได้ว่าจ้างบริษัทตรวจสอบบัญชีภายนอก ทีมีมาตรฐานระดับเดียวกับ 4 รายใหญ่ (Big 4) เพื่อร่งจัดทำระบบบัญชี พร้อมกับต้องการเปลี่ยนจากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวไปสู่มืออาชีพมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้รับคำแนะนำด้วยว่าให้มีการปรับปรุงสู่เครื่องจักรการผลิตมากขึ้น จากปัจจุบันที่ใช้แรงงานคนสูงถึง 1,200 คน สำหรับการผลิตทั้ง 100%

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน