“ลลิล” ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ กดดันส่งออกไทยและเศรษฐกิจในประเทศ โตต่ำสุดอาเซียน ส่งผลตลาดอสังหาฯปี 2569 โตยากไม่เกิน 3–5% เดินกลยุทธ์รักษาสภาพคล่อง คุมหนี้ เปิดโครงการอย่างแม่นยำ 4–6 โครงการ มูลค่า 3.5–5 พันล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยมุมต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 โดยมองว่าภายใต้ศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1.5% ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ยากจะเติบโต หรือหากเติบโตได้คงไม่เกิน 3–5% ทำให้แผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2569 ต้องเน้นรักษาสภาพคล่อง ควบคุมหนี้ ลดต้นทุน เปิดโครงการอย่างแม่นยำ และทำการตลาดให้ตรงกลุ่มลูกค้า

วิเคราะห์รอบด้านปีนี้เปิด 4-6 โครงการ

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ภูมิศาสตร์ แนวโน้มสังคม ภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนติดตามข้อมูลรายสัปดาห์ รวมถึงวิเคราะห์อุตสาหกรรมและคู่แข่งอย่างรอบด้าน ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการวางแผนธุรกิจปีนี้โดยจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 4–6 โครงการ มูลค่ารวมจะอยู่ที่ประมาณ 3,500–5,000 ล้านบาท

แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.โครงการในกรุงเทพฯ เพื่อทดแทนโครงการเดิมที่ปิดการขายแล้ว 2 โครงการในจังหวัดยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว และ 3.พื้นที่ที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า ซึ่งติดตามจากตัวเลขการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนที่ปี 2567 อยู่ราว 800,000 ล้านบาท และปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อจับโอกาสในการสร้างงานและความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่

เน้นลูกค้าเรียลดีมานด์

ทางด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทจะใช้ 5 แบรนด์หลัก ครอบคลุมหลายเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ทาวน์โฮมแบรนด์ไลโอ ระดับ 2–4 ล้านบาท และ 3–5 ล้านบาท บ้านแนวคิดใหม่ หรือบ้านแฝด แบรนด์แลนซิโอ 4–7 ล้านบาท บ้านเดี่ยวแบรนด์ บ้านลลิล 5–8 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว แบรนด์ ลลิล กรีนวิลล์ 8–12 ล้านบาท โดยเชื่อว่าตลาดซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง (Real Demand) ยังมีอยู่

สำหรับเป้าหมายยอดขายปีนี้คาดว่าทรงตัวหรืออยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ขณะที่คาดว่าจะรับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อย 3-5% ซึ่งแม้ภาวะอสังหาริมทรัพย์ไม่เอื้ออำนวย แต่ด้วยทีมงานมืออาชีพ กลยุทธ์ที่ผ่านประสบการณ์ และการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน เชื่อว่าจะผ่านไปได้

กำลังซื้อหด-ภาระหนี้สูงทำตลาดเช่าโต

นายไชยยันต์ ยังกล่าวถึงประเด็นตลาดเช่าที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมองว่าเป็นผลจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือนมากกว่าความต้องการเช่าโดยสมัครใจ คนจำนวนมากยังมีความต้องการเป็นเจ้าของบ้าน แต่เลือกเช่าเพราะไม่สามารถผ่อนชำระในระดับสูงได้ หากในอนาคตมีการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน หรือมีรายได้เพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อจะกลับมา นอกจากนี้พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่แต่งงานช้า อยู่คนเดียว หรืออยู่กับสัตว์เลี้ยง ก็เป็นเทรนด์หนึ่งที่ส่งผลต่อรูปแบบการอยู่อาศัย

คาดได้รัฐบาลไม่เกินพ.ค.-ขอมืออาชีพบริหาร

พร้อมกล่าวถึงมุมมองต่อการจัดตั้งรัฐบาล โดยประเมินว่าไม่น่าจะล่าช้า เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศผลภายใน 60 วัน และด้วยเสียงข้างมากที่ชัดเจน คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย. หรือ พ.ค.นี้ ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินงบประมาณที่ค้างอยู่สามารถเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น ส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ

“อยากให้รัฐบาลจัดตั้งโดยเร็ว ลดการต่อรองตำแหน่ง และเพิ่มบุคลากรมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศ โดยยึดหลักความเหมาะสมของบุคคลกับตำแหน่งงาน มากกว่าการแบ่งโควตาทางการเมือง เพื่อให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ดีประเทศไทยยังมีศักยภาพ เสน่ห์ของคนไทยยังเป็นจุดแข็ง ต่างชาติให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าตัวบุคคล พร้อมเสนอว่าการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ระดับ 89% ต่อ จีดีพี เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเป็นพลังแผ่นดิน หากประชาชนเป็นหนี้สูงจะขาดกำลังใจทำงาน”

นายไชยยันต์ ยังกล่าวถึงมาตรการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะหมดอายุในเดือนมิ.ย.นี้ โดยมองว่ามีโอกาสได้รับการต่ออายุ เนื่องจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ มีมูลค่ายอดขายทั่วประเทศประมาณ 300,000–400,000 ล้านบา/ปี และมีผลต่อจีดีพี การจ้างงาน และการใช้วัสดุก่อสร้าง

แบงก์ชาติ-ธนาคารเร่งแก้หนี้ครัวเรือน

สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ แบ่งเป็นระยะสั้น กลาง และยาว โดยระยะสั้นควรเร่งผลักดันโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมกำหนดเงื่อนไขการใช้ Local Content และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยให้ชัดเจน

ส่วนระยะยาวควรสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอื่น ๆ แม้บางอุตสาหกรรมจะใช้แรงงานไม่มาก แต่มีความจำเป็นต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ นอกจากนี้ควรดูแลการใช้งบประมาณให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินถึงภาคประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นายไชยยันต์ กล่าวและว่าหากเปรียบเทียบกับวิกฤตปี 2540 ที่แม้ประเทศเผชิญวิกฤต แต่คนไทยยังมีเงินออมติดอันดับ 5 ของโลก ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์กลับตรงกันข้าม พร้อมเสนอว่ารัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ควรร่วมมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.8% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้ 1.6% และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินต่ำสุดที่ 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้าง

โดยนายไชยยันต์ แสดงความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยควรเติบโตอย่างน้อย 4–5% เพื่อรองรับแรงงานจบใหม่ระดับปริญญาตรี ปวส. และ ปวช. หากโตต่ำกว่า 2% จะเกิดปัญหาการจ้างงานไม่เพียงพอ นอกจากนี้ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนมีรายได้ต่อหัวในระดับประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ภาระโครงสร้างประชากรเพิ่มขึ้น

อุตฯไทยเผชิญภาวะ “ตกท้องช้าง”

นายไชยยันต์ ยังกล่าวถึงในด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมว่า ไทยกำลังเผชิญภาวะ “ตกท้องช้าง” หมายถึงอุตสาหกรรมหลักเดิมเริ่มเสื่อมความสามารถในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยรถยนต์สันดาปใช้ชิ้นส่วนราว 2,000 ชิ้น ขณะที่ EV ใช้เพียงประมาณ 80 ชิ้น และหลายชิ้นส่วนนำเข้า ส่งผลให้ซัพพลายเชนในประเทศหดตัว

ขณะที่อุตสาหกรรมเดิมอื่น เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ วัตถุดิบในประเทศลดลง ต้องพึ่งพานำเข้า ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่อย่างแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ยังมีศักยภาพ โดยมีหลายบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการลงทุนใหม่ที่ยื่นขอส่งเสริม BOI อย่างต่อเนื่อง

โดยข้อมูลปี 2567 มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มูลค่าราว 800,000 ล้านบาท และปี 2568 สูงกว่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยสัดส่วนจำนวนมากเป็น EV และ Data Center อย่างไรก็ตาม EV สร้างการจ้างงานในประเทศจำกัด ขณะที่ Data Center ใช้พลังงานสูง และต้องบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้า–น้ำอย่างรอบคอบ

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเพิ่มเติม ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารแห่งอนาคต โปรตีนจากพืช เทคโนโลยีสีเขียวและสุขภาพ รวมถึงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์

เสนอดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุน

ด้านการท่องเที่ยว เสนอแนวคิดดึงโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น สวนสนุกระดับโลก เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างตลาดครอบครัวและเพิ่มระยะเวลาพำนักนักท่องเที่ยว ควบคู่การผลักดันฮับสุขภาพ

นายไชยยันต์ ยังกล่าวย้ำว่าปัจจัยชี้ขาดคือเสถียรภาพรัฐบาล การเร่งดึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และกำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย พร้อมกันนี้รัฐบาลควรจะต้องรักษาจุดยืนประเทศให้เป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งมหาอำนาจ เพื่อป้องกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน