ม.หอการค้า ชี้ความเชื่อมั่นฟื้นทุกตัว เป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน รับเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตสอดคล้องเวิลด์แบงก์คาดเหลือ 1.6%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ปรับตัวดีขึ้นทุกตัวชี้วัดเป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน ตั้งแต่เดือนก.พ.2568 สะท้อนถึงภาคธุรกิจเริ่มเห็นสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้นแล้ว
โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนม.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 52.8 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนธ.ค.2568 เนื่องจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเป็นเพราะสงครามชายแดนไทยและกัมพูชา การสู้รบระหว่างกัน แต่เมื่อมีการเจรจากันมากขึ้น ความกังวลก็คลายตัวลง แต่ยังไม่ได้หายไป
อีกทั้ง ในช่วงเดือนม.ค.2569 มีการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความคึกคักและมีเม็ดเงินสะพัด ส่งผลต่อช่วงตรุษจีนมีเงินสะพัดขึ้น 5% การใช้จ่ายวันวาเลนไทน์โตขึ้น 7% สะท้อนความหวังถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ตามที่ได้หาเสียงไว้ ไม่ว่าจะพรรคใดก็ตาม โดยเฉพาะกระตุ้นผ่านการแจกเงินที่หลายพรรคประกาศไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ คนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนคาดหวังและมองในเชิงบวกมากขึ้น
“ประชาชนมีความเชื่อมั่นเชิงบวกมากขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นปัจจุบันบวก 0.6-0.7% และในอนาคตบวกประมาณ 1% ทำให้ภาพของความเชื่อมั่นค่อยๆ กลับมา แต่สถานการณ์บั่นทอนก็ยังมีอยู่ อาทิ ปัญหาแนวชายแดน ราคาพืชผลทางการเกษตรไม่เด่นนัก เศรษฐกิจซึมตัว ไม่มีกำลังซื้อ จึงเป็นปัจจัยลบต่อเนื่อง ทำให้เดือนก.พ.-มี.ค.จะเป็นช่วงที่วัดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นจะดีดตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ หากดีดตัวขึ้นได้ ความเชื่อมั่นและการบริโภคจะเริ่มกลับมาได้”
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 46.4 เพิ่มขึ้น 45.5 จากดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม 50.5 เพิ่มขึ้นจาก 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต 61.6 เพิ่มขึ้นจาก 60.5 เป็นการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนธ.ค.2568
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แม้หลังเลือกตั้งแล้วเสร็จ ความเชื่อมั่นด้านการเมืองมีมากขึ้น การมีรัฐบาลใหม่ น่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ดัชนีความสุขเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อรายได้และค่าครองชีพน่าจะคลายตัวได้ ดัชนีค่าครองชีพจึงอยู่ในแง่บวกเช่นกัน ความสำคัญคือ 1.การมีพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ 2.นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และ 3.โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่ยอมรับ
ทั้งนี้ กรณีธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย หรือ GDP ปี 2569 ล่าสุดจะชะลอลงเหลือโตเพียง 1.6% สอดคล้องกับแทบทุกสำนักวิเคราะห์ในไทย และ ม.หอการค้าที่ประเมินไว้ตั้งแต่ปลายปี 2568 ว่าจะโตประมาณ 1.6%
โดยช่วงไตรมาส 1/2569 ที่ยังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 0.8-1.2% และในปี 2570 จีดีพีจะโตประมาณ 2.2% สอดคล้องกับเวิลด์แบงก์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนตัวเลขเศรษศฐกิจไทยยังเติบโตได้ต่ำกว่า 3% อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เจอโควิดเป็นต้นมา