พิพัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร ชี้ยากระตุ้นไตรมาส 4 ปีที่แล้ว มาถูกจังหวะ จากนี้เป็นเรื่องยาก ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วน ตัว Pipat Luengnaruemitchai ถึง ภาวะGDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ว่า ยากระตุ้นมาถูกจังหวะ แต่ถึงเวลาที่เศรษฐกิจต้องทำเรื่องยากกันแล้ว พร้อมอธิบายว่า สภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาสสี่ออกมาโตได้ 2.5% yoy ซึ่งสูงกว่า 1.2% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่คาดไว้พอสมควร
ทำให้ GDP ทั้งปี 2568 ออกมาที่ 2.4% สูงกว่าที่หลายๆ ฝ่ายประเมินไว้ที่ 2.0-2.2% สาเหตุหลักคงต้องยกให้การลงทุน (Investment) ที่กลับมาเป็นพระเอกได้ ภาครัฐเร่งเครื่องสุดตัว: หลังงบประมาณล่าช้าไปนาน ไตรมาสนี้รัฐบาลเร่งเบิกจ่าย แบบอัดฉีดสุดพลัง ทำให้การลงทุนภาครัฐพุ่งไปถึง 13.3% เงินก้อนนี้ช่วยหล่อเลี้ยงภาคก่อสร้างที่ขยายตัวถึง 11.2% ช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้หยุดนิ่ง
การลงทุนเอกชนขยับตาม: โตได้ 6.5% จากการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มที่เราเห็นโครงการรอลงทุน โดยเฉพาะพวก data center การบริโภคที่ได้นโยบายรัฐช่วย: โต 3.3% ส่วนหนึ่งมาจากที่คนเร่งซื้อ EV ก่อนที่มาตรการรถ EV จะหมดเขต และได้เม็ดเงินที่รัฐเติมลงไปในกลุ่มเปราะบาง
ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่ทำถูกที่ ถูกเวลา
พร้อมทั้งระบุว่าจังหวะนี้ต้องชื่นชมการทำงานของรัฐบาล ที่เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ได้ถูกจังหวะพอดี ถือเป็นการประคองเศรษฐกิจไม่ให้หล่นลงหลุม และช่วยรักษาความเชื่อมั่นในระยะสั้นไว้ได้ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ทำได้ถูกต้อง และได้ผลมาก และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค มีผลต่อการบริโภคไม่มากก็น้อย
แม้การบริโภคสินค้าไม่คงทนจะโตแผ่วจากไตรมาสก่อน แต่ต้องไปดูต่อว่า ถ้าไม่มีคนละครึ่งอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้ และ ท่าน รมว.คลัง บอกว่าไทยออกจาก ICU แล้ว ก็อาจจะจริง แต่ผมว่าเรายังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลแน่ๆ และคงต้องหาทางทำกายภาพบำบัดให้กลับมาโตได้อย่างเต็มศักยภาพจริงๆ
ลองหันไปดูเพื่อนบ้านแล้วจะรู้ว่าเรายังป่วยอยู่ แม้เราจะดีใจที่โตได้ 2.5% แต่ถ้ามองภาพกว้างในเอเชียช่วงไตรมาสเดียวกัน เราจะเห็นความจริงที่น่ากังวล คือ ไต้หวัน: โตพุ่งทะลุ 12% (แรงส่งจาก AI และ Semiconductor) สิงคโปร์โต 6.9% เวียดนามโต 8% มาเลเซียโต 6.3%
แปลว่าไตรมาสสี่ที่ผ่านมาเป็นไตรมาสที่ดีมากๆ ของเพื่อนบ้านเรา เพดานงบประมาณ กับความเสี่ยงที่รออยู่ เราต้องยอมรับความจริงว่า “ทำท่านี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้” เพราะงบประมาณมีจำกัด และตามแผนวินัยการคลัง เราบอกว่าจะลดการขาดดุล และจำกัดการโตของงบประมาณในอนาคต แปลว่าการเร่งเบิกจ่ายคงทำได้อีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า อาจทำให้ไตรมาสถัดไป “แผ่วลง” เพราะกระสุนจะเริ่มหมด
ขณะที่สินค้าไม่คงทน (ของกินของใช้ของชาวบ้าน) ยังชะลอตัว สะท้อนว่าคนระดับล่างยังไม่ฟื้นตัวจริง และยอดซื้อรถยนต์อาจจะไม่ได้เร่งตัวขึ้นได้อีกมาก เพราะราคารถยนต์ปรับตัวขึ้นมาแล้ว ถึงเวลา “งานยาก งานใหญ่ และงานใช้เวลานาน”สรุปคือ… รัฐบาลช่วยไม่ให้เรา “ตกเหว” ได้สำเร็จ แต่โจทย์ใหญ่คือเราจะโตและวิ่งตามเพื่อนบ้านให้ทันได้ยังไง
เราต้องการเครื่องจักรใหม่ ที่ไม่ใช่แค่การอัดฉีดชั่วคราว แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เน้นการลงทุนใหม่ๆ จากต่างประเทศ ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทย พร้อมการปฏิรูปหลายเรื่อง ทั้งการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขยายฐานภาษี ปรับกฎระเบียบต่างๆ ที่สนับสนุนต่อลงทุน แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การลดการทุจริตคอร์รัปชั่น พัฒนาภาคเกษตร และปรับปรุงกระบวนยุติธรรมให้มีนิติรัฐอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังต้อง เน้นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา การปรับประสิทธิภาพและทักษะของแรงงานในยุค AI กำลังจะครองโลก เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และแรงส่งให้กับเศรษฐกิจไทยงานนี้ยาก ต้องใช้เวลา แต่เป็นสิ่งที่เราต้อง “ช่วยกันทำ” เดี๋ยวนี้ ก่อนที่ยาชูกำลังจากรัฐจะหมดฤทธิ์ เรากำลังจะได้รัฐบาลใหม่ ก็มีโจทย์ใหญ่รออยู่เยอะเลย