“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี เป็นการลงทุนจริงมากกว่า “เงินร้อน” หลังดัชนีปรับขึ้นจากแรงซื้อที่ยังไม่เร่งขายทำกำไร สะท้อนพฤติกรรมถือครองระยะกลาง–ยาวมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวดีสำคัญที่เห็นได้ชัดคือมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยื่นผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีการลงนามแสดงเจตจำนงไว้จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำไปสู่การลงทุนจริง การเริ่มจ้างงานจริง และการเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่รายได้และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในประเทศ
นายอัสสเดช ยังได้กล่าวว่าเสถียรภาพทางการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็วและมีอำนาจเต็มในการขับเคลื่อนนโยบาย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อนักลงทุนในและต่างประเทศ
สำหรับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เดือนม.ค.ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนที่มีลักษณะเป็นการลงทุนจริงมากกว่าเงินร้อน เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อที่ยังไม่ขายทำกำไรทันที สะท้อนถึงพฤติกรรมการถือครองมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในช่วงต้นปี
นอกจากนี้ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังเป็นอีกปัจจัยบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่น โดยมองว่าหลายปัจจัยกำลังเริ่มเข้าที่เข้าทาง และควรเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันเพื่อรักษาบรรยากาศเชิงบวกในตลาด
“ตอนนี้หลายๆ อย่างกำลังเข้าแถวมาอย่างสวยงาม อย่ามีอะไรแตกแถวก็แล้วกัน”
นายอัสสเดช กล่าวและว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้หากสามารถขับเคลื่อนศักยภาพได้เต็มที่ เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน จากแนวคิดการปรับปรุงขั้นตอนการขออนุมัติหรือใบอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น (fast track) ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่อาจช่วยเสริมความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หากสามารถดำเนินการได้จริงจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการหารือกับบริษัทต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ระหว่างพิจารณาเข้ามาลงทุนและบริษัทที่ลงทุนแล้ว เพื่อจูงใจให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
โดยที่ผ่านมาเคยมีเกณฑ์สนับสนุนอุตสาหกรรม New Economy แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ดังนั้น ปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจของบริษัทโดยตรง เพื่อเข้าใจความต้องการที่แท้จริง ก่อนกำหนดเกณฑ์ใหม่ที่เหมาะสม ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทที่ผ่าน BOI เท่านั้น แต่ยังต้องการจูงใจบริษัทต่างชาติให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทยด้วย
“ยอมรับว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว ระดับราคาหุ้น (PE) ปรับลดลง ส่งผลให้หลายบริษัทชะลอการตัดสินใจเข้าจดทะเบียน ไม่เพียงเพราะปัจจัยด้านมูลค่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเสถียรภาพในประเทศ”
นายอัสสเดช กล่าวและว่าอย่างไรก็ดีล่าสุด ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยระดับ PE ปรับสูงขึ้น และสถานการณ์การเมืองมีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น หากมีรัฐบาลที่มั่นคงและสามารถเจรจาประเด็นการค้าและภาษีระหว่างประเทศได้อย่างชัดเจน บรรยากาศการระดมทุนจะกลับมาดีขึ้น ทั้งนี้จะเห็นผลลัพธ์เด่นชัดอาจต้องใช้เวลาในระยะกลาง เนื่องจากกระบวนการต่าง ๆ มีขั้นตอนและข้อกำหนดที่ต้องดำเนินการ