อดีตผู้ว่าททท. เผย ภาคการท่องเที่ยวไทยเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ เผชิญภาวะ “ติดๆ ดับๆ” จำเป็นต้อง “Restart” เปลี่ยนเกมจากแข่งขันที่ราคาถูก สู่ความปลอดภัยเป็นวาระแห่งชาติ
วันที่ 20 ก.พ. 2569 นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าภาคการท่องเที่ยวไทย ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาต่อเนื่องในตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยสร้างรายได้ให้ประเทศคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) และเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ
แต่ขณะนี้การท่องเที่ยวไทยเหมือนเครื่องยนต์ที่ติดๆ ดับๆ หลังเผชิญโควิด-19 และหลายวิกฤตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยการฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการพยายามกลับไปเหมือนเดิม แต่ต้องเป็นการเริ่มต้นใหม่ (Restart) ด้วยคุณภาพที่สูงกว่าเดิม จากอุตสาหกรรมที่เคยขับเคลื่อนด้วยปริมาณ สู่การขับเคลื่อนด้วยคุณค่า จากภาพจำของราคาถูก สู่ภาพลักษณ์ของความคุ้มค่า จากความนิยม สู่ความเชื่อมั่น สำคัญที่สุดเป็นเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจของความเชื่อมั่น
“ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนเกม จากการขายจุดเด่นเรื่องราคาถูก ไปสู่การขายความคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งกันที่ใครถูกกว่า แต่แข่งกันที่ใครมอบประสบการณ์ที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่า และน่าจดจำกว่า ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของการท่องเที่ยวไทยจึงไม่ใช่การลดราคาเพื่อแข่งขัน แต่คือ การยกระดับคุณค่าของสินค้าและบริการท่องเที่ยว”
นายยุทธศักดิ์ กล่าวและว่าแต่อย่างไรก็ดีไม่ว่ากลยุทธ์การตลาดจะดีเพียงใด หากนักท่องเที่ยวยังรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย ทุกอย่างก็ยากจะสำเร็จ ประเด็นข่าวอาชญากรรม การหลอกลวงนักท่องเที่ยว และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ล้วนส่งผลต่อภาพลักษณ์ประเทศอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงต้องสร้างแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนว่า ดินแดนแห่งรอยยิ้มนี้ ต้องเป็นดินแดนแห่งคุณภาพและความปลอดภัยด้วย
ทั้งนี้การมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้เข้ามาเที่ยวไทยนั้น จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่สนามบิน ถนนหนทาง ระบบขนส่ง การบริการของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน ความรู้สึกปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต้องเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าประเทศ เพราะความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านภาพลักษณ์ แต่คือปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางโดยตรง
การยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยจึงควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติในมิติการท่องเที่ยว ตั้งแต่ระบบตรวจคนเข้าเมือง การคมนาคม การบังคับใช้กฎหมาย จนถึงคุณภาพการบริการของผู้ประกอบการในทุกระดับ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลเร่งดูแลภาคการท่องเที่ยวไทยทั้งระบบ
นายยุทธศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ปัญหาอีกด้านของการท่องเที่ยวไทยคือ ปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ และความเหลื่อมล้ำด้านการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ได้ล้มเหลวในการกระจายคน แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกระจายรายได้ แม้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรองพอสมควร แต่คนไปเที่ยวแล้วไม่ใช้จ่าย หรือใช้จ่ายน้อยมาก
สาเหตุอาจเกิดจากกิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองรองเป็นแบบแวะผ่าน หรือไปเช้าเย็นกลับ ทำให้เม็ดเงินไม่ตกในพื้นที่จริง โดยจากข้อมูลพบว่า จังหวัดที่รายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ มีรายได้รวมกันสูงถึง 2.01 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70.25% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ จังหวัดที่รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ครองสัดส่วนรายได้ถึง 81.34% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ส่วนอีก 67 จังหวัดที่เหลือ ต้องแบ่งปันส่วนแบ่งที่เหลือเพียง 18.66% ของรายได้รวม
นายยุทธศักดิ์ ยังกล่าวด้วยว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณภาพของการใช้จ่าย และโครงสร้างรายได้ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยแนวทางแก้ไขต้องเร่งเชื่อมต่อระบบรางและรถโดยสารสาธารณะระหว่างเมืองหลักไปสู่เมืองรองให้สะดวก และมีราคาที่เข้าถึงได้ เหมือนโมเดลฝรั่งเศส
ออกมาตรการภาษีหรือ Cash-back สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในเมืองรองอันดับท้ายๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกระจายตัว ยกระดับบ้านพักชุมชนให้มีมาตรฐานสากลแทนการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว สนับสนุนแพลตฟอร์มจองที่พัก/กิจกรรมของคนไทยเอง
โดยหากประเทศไทยยังไม่เร่งกระจายรายได้การท่องเที่ยว ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่ยากจะเยียวยา การเดินตามรอยญี่ปุ่น ในการใช้เทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว น่าจะเป็นทางออกที่เห็นผลเร็วที่สุดสำหรับบริบทการท่องเที่ยวไทย