โอสถสภา เผยความสำเร็จ ปี 2568 กำไรสุทธิ 3,667 ล้านบาท เติบโต 123.8% เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมขยายตลาดต่างประเทศ
น.ส.มุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Office บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยผลการดำเนินงานในปี 2568 โอสถสภาประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวิสัยทัศน์และปรับสัดส่วนกำลังการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าระดับ 40% เป็นครั้งแรก
ประกอบกับแรงหนุน จากการขยายตัวของสัดส่วนรายได้ในตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีอัตรากําไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย ผลักดันให้บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 3,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับรู้กำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในไตรมาส 1 ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ อยู่ที่ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123.8%
ขณะที่รายได้รวมในปี 2568 อยู่ที่ 26,101 ล้านบาท ลดลง 5.2% โดยมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ จากการปรับโครงสร้างการขายและการจัดจำหน่ายในช่วงต้นปี เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำ และเพิ่มเสถียรภาพในการวัดผลกิจกรรมทางการตลาดอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างดังกล่าว เริ่มส่งผลบวกอย่างชัดเจนในครึ่งปีหลัง โดยยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศเติบโต 2.8% สะท้อนให้เห็นรากฐานที่แข็งแกร่งและพร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างมั่นคงในปีถัดไป ขณะที่รายได้เครื่องดื่มในตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 4.8% คิดเป็น 26.5% ของรายได้รวม
กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม โอสถสภายังคงครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ที่ 44.2% ใกล้เคียงกับปีก่อน จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย แคมเปญการตลาด และสร้างแบรนด์ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ไทยชั้นนำอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ปรับกลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย ให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง
ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ โอสถสภาครองแบ่งการตลาด 46.4% เพิ่มขึ้น 10.6% จากปลายปีก่อน นำโดยแบรนด์ ‘ซี-วิท และ ‘เปปทีน’ สะท้อนความแข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล แม้ภาพรวมตลาดจะยังคงเผชิญความท้าทาย จากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค แต่บริษัทฯ ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งตลาดสบู่เหลวอาบน้ำเด็ก และอันดับสองตลาดแป้งเด็ก และสามารถขยายส่วนแบ่งทางการตลาดได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับปีก่อน
นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ‘เบบี้มายด์’ ขยายสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ ภายใต้แบรนด์ อัลตร้ามายด์ บาย เบบี้มายด์ อาทิ สเปรย์ระงับกลิ่นกาย และทิชชู่เปียกสำหรับทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น สะท้อนถึงความสามารถของแบรนด์ ในการขยายฐานผู้บริโภคจากกลุ่มแม่และเด็กสู่กลุ่มคนวัยทำงานได้อย่างครบวงจร ตอกย้ำศักยภาพในการต่อยอด ความแข็งแกร่งสู่โอกาสใหม่ได้อย่างแม่นยำ
“ก้าวต่อไปในปี 2569 โอสถสภายังคงมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลัก อย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดจุดแข็งขององค์กรสู่โอกาสใหม่ ทั้งในตลาดต่างประเทศ และภูมิภาคที่มีศักยภาพ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต” น.ส.มุกดา กล่าว