วันเดียว ทองพุ่งบาทละ 2,650 บาท บัวหลวง ลุ้นเป้า แตะ5,800 ดอลลาร์/ออนซ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 28 ก.พ.-1 มี.ค. 2569 ส่งผผให้ราคาทองคำประจำวันที่ 2 ก.พ. 2569 ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ปรับขึ้นแรงต่อเนื่องจากราคาปิดเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยประกาศราคาครั้งที่ 1 ปรับขึ้นทันทีบาทละ 1,150 บาท ทำให้ราคาทองแท่ง 96.5 รับซื้อที่ 78,550 บาท ขายออกที่ 78,750 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณรับซื้อที่ 76,982.48 บาท และขายออกที่ 79,550 บาท ขณะที่ราคาทองสปอต อยู่ที่ 5,325 ดอลลาร์/ออนซ์ และอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอยู่ที 31.18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ราคาทองคำผันผวนตลอดทั้งวัน
อย่างไรก็ดี ณ เวลา 15.32 น.ราคาทองคำสามารถทะลุ 80,000 บาท/บาททองคำ ได้อีกครั้ง และทำจุดสูงสุดตามประกาศราคาของสมาคมค้าทองคำ ครั้งที่ 34 โดยราคาทองคำแท่ง 96.5 รับซื้อที่ 80,400บาท และขายออกที่ 80,600 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 78,786.52 บาท และขายออกที่ 81,400 บาท ส่วนราคาทองสปอตอยุ่ที่ 5,414 ดอลลาร์/ออนซ์ ก่อนที่ราคาทองคำจะผันผวนลง สลับขึ้นลง
โดย ณ เวลา 17:11 น. ประกาศราคาครั้งที่ 42 ทองคำแท่ง 96.5 รับซื้อที่บาทละ 80,050 บาท ขายออกที่ 80,250 บาท รูปพรรรณขายออกที่ 78,453 บาท และรับซื้อที่ 81,050 บาท ทำให้ตลอดวันราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นจากราคาปิดเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่บาทละ 2,650 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันนี้(2มี.ค.)ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปิดที่ระดับ 1,466.51 จุด ลดลง 61.75 จุด (-4.04%) มูลค่าซื้อขาย 113,077.79 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 656.51 ล้านบาท กองทุนขายสุทธิ 5,995.26 ล้านบาท
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่าบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีร่วงลงราว 2% หรือประมาณ 30 จุดในช่วงแรก ก่อนเผชิญแรงขายเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายตลาด ส่งผลให้ภาพรวมการปรับตัวลงของตลาดไทยมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในภูมิภาค
“ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคตั้งแต่ช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนปิดตลาดมีแรงขายเพิ่มในหุ้นหลายกลุ่ม จากเดิมที่คาดว่าอาจเป็นเพียงแรงขายเฉพาะบางตัว ประกอบกับวันถัดไปวันที่ 3 มี.ค.เป็นวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันหยุดทำการ นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงเลือกชะลอความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ จังได้เทขายหุ้นออกมาก่อน”
ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่า ในช่วง 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ตลาดมีโอกาสปรับฐานราว 5–10% ซึ่งหากเทียบจากรอบการปรับขึ้นก่อนหน้าที่ดัชนีฟื้นตัวขึ้นมาประมาณ 20–25% ก็ถือเป็นระดับการพักฐานที่เป็นไปได้ โดยแนวรับสำคัญประเมินไว้บริเวณ 1,400–1,450 จุด ทั้งนี้ ทิศทางระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ หากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจสร้างความผันผวนสูงต่อเนื่อง 4–6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มักพบในกรณีความขัดแย้งลักษณะนี้
กลุ่มหุ้นกระทบตรง–อ้อมชัดเจน
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ หุ้นโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าในตะวันออกกลาง เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง GPSC ที่เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต้นทุนก๊าซธรรมชาติอาจปรับเพิ่มตามราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน ปรับตัวลงตามความกังวลด้านการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มสนามบินอย่าง ท่าอากาศยานไทย
ในทางกลับกัน กลุ่มพลังงานต้นน้ำปรับตัวโดดเด่น นำโดย ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ โดยมีการประเมินว่า ทุกการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 1 ดอลลาร์สหรัฐ อาจสร้างอัพไซด์ต่อกำไรปีละประมาณ 3% หรือหากเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ อาจคิดเป็นผลบวกราว 30% (ภายใต้สมมติฐานว่ายืนระดับดังกล่าวได้ทั้งปี)
อีกกลุ่มที่เริ่มมีสัญญาณบวกคือหุ้นเดินเรือ เช่น RCL และ PSL จากความเป็นไปได้ที่ค่าระวางเรืออาจปรับสูงขึ้น หากเส้นทางเดินเรือต้องอ้อมพื้นที่เสี่ยงหรือเกิดภาวะเรือขาดแคลน
ด้านหุ้นโรงกลั่นเริ่มมีแรงเก็งกำไรตามทิศทางค่าการกลั่นที่อาจฟื้นตัว หากกำลังการผลิตในตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12–13% ของโลกได้รับผลกระทบ
ประเมินระยะสั้นมีโอกาสรีบาวด์ แต่ต้องจับตาข่าวใกล้ชิด
ทั้งนี้นายภูวดล ได้ประเมินว่าหากสถานการณ์ไม่เลวร้ายลงเพิ่มเติม ตลาดอาจมีรีบาวด์ระยะสั้น เนื่องจากการปรับตัวลงวันแรกค่อนข้างแรง อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อหรือขยายวง ก็มีโอกาสที่ตลาดจะปรับฐานต่อในกรอบที่ประเมินไว้ 5–10%
ทองคำเป้า 5,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลุ้นอานิสงส์บาทอ่อน
สำหรับราคาทองคำ ประเมินเป้าหมายเชิงเทคนิคไว้บริเวณ 5,800 ดอลบาร์สหรัฐ/ออนซ์ โดยระดับ 5,500 ดอลลาร์ขึ้นไปอาจพิจารณาทยอยทำกำไร หากราคาทะลุ 5,800–6,000 ดอลลาร์ จำเป็นต้องมีปัจจัยช็อกเพิ่มเติมที่ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่าที่คาด
ขณะเดียวกัน นักลงทุนทองคำไทยยังต้องติดตามทิศทางค่าเงินบาท หากเงินบาทอ่อนค่า จะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในประเทศเพิ่มเติม ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนทั้งจากราคาทองคำโลกและอัตราแลกเปลี่ยน