”วิทัย“ ผู้ว่าการ ธปท. เกาะติดเหตุการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด หากลากยาว กระทบน้ำมัน-เศรษฐกิจโลก ขณะที่ท่องเที่ยว-ส่งออก โดนหางเลขด้วย
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น เป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ เพราะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบ ประเด็น คือ จบสั้น หรือจบยาว และที่ว่าแรงมันจะแรงไปถึงขั้นไหน ราคาน้ำมันมีผลต่ออะไรบ้าง
เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงจริงในระบบการเงินโลก เปิดตลาดมาหุ้นตกทันที ทั้งเอเชียประมาณ 1-2% ราคาน้ำมันก็ขึ้นไปประมาณ 5% ต้องดูว่าจะขึ้นต่อหรือลง หรือหยุด ต้องดูหลายปัจจัย ทองขึ้นแน่นอน เพราะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสุด ค่าเงินบาทอ่อนค่า 0.2% ส่วนค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าเฉลี่ยประมาณ 0.1-0.4% แต่มันมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทันทีในตลาด
ต้องดูระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ตอนนี้ทุกคนประเมินสถานการณ์อยู่ และติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด ในทุกหน่วยงาน รวมถึง ธปท.ด้วย หากจบสั้นผลกระทบจะจำกัด มีเรื่องของราคาน้ำมันที่ขึ้นไป และขึ้นไปขนาดไหน ก็จะมีผลต่อจีดีพีบ้าง ไม่มากนัก แต่มีผลต่อเงินเฟ้อมากกว่า ซึ่งเงินเฟ้อของไทยต่ำอยู่มากแล้ว จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พอรับความเสี่ยงตรงนี้ได้
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ลากยาว จะไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว จะเป็นเรื่องของ Supply Shock Trade ของน้ำมันที่ส่งออกของประเทศนั้นไปยังประเทศต่าง ๆ และไทยใช้น้ำมัน Import จากตรงนััน 60% ของการนำเข้าทั้งหมด จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นหลักกว่า 40% และซาอุดีอาระเบีย ต้องดูว่าจะมี Disruption ตัวนี้ระยะยาวหรือเปล่า ซึ่งต้องประเมินต่อ
สำหรับผลกระทบต่อตัวเลขอัตราการเติบโตนั้น เบื้องต้นประเมินว่า หากลากยาว จะกระทบต่อ Supply ของน้ำมันมีปัญหา ซึ่งราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโลกลง แต่จะลงมากหรือลงน้อย ขึ้นกับประเทศนั้นมีความไวต่อน้ำมันมากน้อยแค่ไหน แต่หากเกิด Disruption ยาว ก็คือ น้ำมันออกมาไม่ได้มี Shock Trade อันนี้จะกระทบเยอะกว่า และจะวนไปเรื่องอื่น นักท่องเที่ยว และการส่งออกที่อื่นไม่ใช่ตะวันออกกลาง
โดยปัจจุบันไทยส่งออกไปตะวันออกกลางสัดส่วนประมาณ 4% และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1.2 ล้านคน หรือประมาณ 3.8% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด หรือคิดเป็นการสร้างรายได้ท่องเที่ยวประมาณ 6.5% แต่หากมีผลกระทบ Supply Chain รอบใหญ่จะต้องประเมินใหม่
อย่างไรก็ดี ตัวที่จะกระทบมากกว่า คือ ราคาน้ำมัน หากขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อปี จะมีผลต่อจีดีพีประมาณ 0.10-0.50% แต่ตัวที่จะมีผลมากกว่า คือ เงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อที่ต่ำเกินจริง เพราะราคาน้ำมันต่ำเกินปกติ พอราคาน้ำมันกลับขึ้นมา เงินเฟ้อจะกลับขึ้นมา โดยเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ของแพงเพิ่มขึ้นก็มีทั้งดี และไม่ดี ซึ่งแง่ดีธุรกิจก็ได้กำไรมากขึ้น ไม่ดีคนก็ซื้อของแพงขึ้น
สำหรับการดูแลของ ธปท.นั้น หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยไป 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็นส่วนที่เราประเมินความเสี่ยงไว้หลายเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนช่วยรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นได้ ถือว่าโชคดี หากเราไม่ลดเสียก่อน การประชุมอีกครั้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า อาจจะไม่ทัน อันนี้ก็สามารถช่วยประคองได้บ้างส่วน
และถ้าจำเป็นและสถานการณ์มีความยืดเยื้อ มีความเสี่ยงสูงขึ้นมากจริง ๆ และมีผลกระทบขึ้นมาก ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% ก็สามารถนำมาใช้ต่อได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และจบเร็ว ก็ไม่มีความจำเป็น ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าเป็นอย่างไร
“อันนี้ต้องวิเคราะห์แบบกว้าง ๆ ในภาพรวมก่อน เพราะต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดในวันนี้ (2 มี.ค.) สถานการณ์ตอนนี้รุนแรงกว่าแน่นอน เพราะมีการยิงตอบโต้ และเป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว จากเดิมแค่ยิงไปมาแค่อิสราเอล-อิหร่าน แต่ตอนนี้ยิงกระจายไปทั่วภูมิภาคแล้ว ต้องดูว่าจบสั้นหรือจบยาว ถ้าจบสั้นก็คงไม่มี Impact อะไร แต่ถ้าจบยาวมี Impact แน่นอน แต่ก็มีมาตรการออกมา
เรายังมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน ที่จะนำมาใช้ได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ เหลือ 1.00% ก็ยังใช้ได้ ปกติเวลาใช้เวลาเกิดช็อกขึ้นมาก็ประมาณ 0.50% ก็ใช้ได้ และมีมาตรการอื่นๆ ของ ธปท.ออกมา เป็นมาตรการเฉพาะจุดอีกทีก็ได้ ส่วนของรัฐบาลแน่นอนท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังติดตามใกล้ชิด คงมีมาตรการออกมาแน่นอน” นายวิทัย กล่าว