ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำกว่าปีก่อน หวังมาตรการรัฐกระตุ้นดัน GDP แตะ 3% รับมือแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางที่อาจดันราคาน้ำมันสูง กระทบต้นทุนไมโครเอสเอ็มอี ขณะผลประกอบการปี 2568 กำไรพุ่ง 4,016 ล้านบาท โต 10.8% พร้อมตั้งเป้าปีนี้ขยายสินเชื่อ 10–15% คุม NPL ต่ำกว่า 4.5% เดินหน้าดิจิทัลแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ
วันที่ 4 มี.ค. 2569 นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 จะต่ำกว่าปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นเหตุผลให้ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งนี้หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตได้ถึงระดับ 3% ได้ก็ย่อมส่งผลเชิงบวกต่อภาคธุรกิจโดยรวม
โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้เริ่มทยอยออกโครงการใหม่ ๆ ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะต่อกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการหรือประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรักษาระดับการจ้างงาน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ
นายรอยย์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ว่า ธนาคารยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบผลกระทบโดยตรงต่อฐานลูกค้าของธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) ซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ และไม่ได้รับแรงกดดันชัดเจนจากสถานการณ์ดังกล่าวในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏผลกระทบโดยตรง แต่ธนาคารประเมินว่าสงครามอาจส่งผลทางอ้อมผ่านกลไกราคาในตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายด้านขนส่ง และค่าครองชีพของผู้บริโภค
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันและพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีโดยตรง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางด้านต้นทุน และมีความสามารถในการปรับราคาสินค้าได้จำกัด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต
“ปัจจุบันธนาคารยังไม่พบสัญญาณความเสี่ยงที่ชัดเจนจากพอร์ตลูกค้ากลุ่มดังกล่าว แต่ได้กำชับให้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลก ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของลูกค้ากลุ่มนี้ในระยะต่อไป”
นายรอยย์ กล่าวและว่าธนาคารยืนยันว่าจะบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น เพื่อดูแลลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้
สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิรวม 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% และในโค้งสุดท้าย ไตรมาส 4/2568 ได้ทำกำไร 1,175 ล้านบาท เติบโต 15.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยที่ยังรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ 16.3% ซึ่งโดดเด่นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย
ขณะเดียวกันเงินให้สินเชื่อรวมเติบโตสูง 181.9 พันล้านบาท เติบโต 11.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) และยังรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้แข็งแกร่งที่ระดับ 7.7% แม้เผชิญสถานการณ์ในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ในด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารไทยเครดิตได้ดำเนินการเชิงรุกคุมคุณภาพสินทรัพย์ โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน และด้านคุณภาพสินทรัพย์ (Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 22.3% YoY มาอยู่ที่ระดับ 1.83% สะท้อนถึงวินัยในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและการควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
ความสำเร็จในการบริหารจัดการดังกล่าว เกิดจากรากฐานที่มั่นคงจากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มี การกระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมกว่า 305,928 ราย ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Micro SME และ Nano/Micro Finance ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงินแก่ลูกค้าและประชาชนต่อเนื่องกว่า 9 ปี
โดยขยายผลสู่ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 308,782 คน ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และลดอัตราการเกิดหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ขณะที่ทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อ 10–15% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจทรงตัว ควบคุม NPL ให้อยู่ต่ำกว่า 4.5% รักษา Credit Cost ในระดับใกล้เคียงปีก่อน และคง ROE ในระดับสูง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น
“ไทยเครดิตเป็นธนาคารที่มุ่งเน้นกลุ่มไมโครและผู้ประกอบการรายย่อย โดยกว่า 80% ของลูกค้าอยู่ในกลุ่มนี้ และยังมีประชากรในระบบเศรษฐกิจอีกกว่า 30% ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นโอกาสการเติบโตในระยะยาว”
นายรอยย์ กล่าวและว่าธนาคารได้มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมกับเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมตั้งรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน ด้วยการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ SMEs อย่างรัดกุม ภายใต้กลยุทธ์การรักษาอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในภาวะดอกเบี้ยขาลง
นอกจากนี้ในปี 2569 ธนาคารไทยเครดิต ยังได้มีการขับเคลื่อนการลงทุนผ่าน 2 แกนหลัก ประกอบด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา