สถาบันอัญมณีไทย ผวา ราคาทอง พุ่ง7,000เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ กรณีปิดฮอร์มุซ เหตุนักลงทุนแห่เก็งกำไร

รายงานข่าวจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)เปิดเผยถึงผลกระทบแนวโน้ม และการคาดการณ์เชิงสถานการณ์ต่อตลาดเครื่องประดับอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่าโลกวิกฤตสงครามอิหร่านว่า ถือเป็นแรงกระแทกภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดต่อตลาดสินค้าและสินค้าหรูหราทั่วโลกซึ่งมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงพร้อมกันซึ่งจะแผ่ออกแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มสินค้า ภูมิศาสตร์ และกรอบเวลา

ทั้งนี้ทองคำได้รับประโยชน์ระยะสั้นที่ชัดเจน ส่วนเพชรและมุกได้รับผลเสียตลาดหยุดชะงักจากความต้องการตลาดตะวันออกกกลางที่ลดลง ทำให้ไทยได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีทั่วโลกในช่วงที่ตลาดตะวันออกกลางหยุดชะงัก

สำหรับ ทองคำ ก่อนสงคราม ราคาอยู่ที่ 5,100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ล่าสุดราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นและการปิดพรีเมียมช่องแคบฮอร์มุซ แม้เพียงการปิดโดยพฤตินัยของฮอร์มุซก็สร้างแรงกดดันราคาน้ำมันซึ่งกระตุ้นความคาดหวังเงินเฟ้อและสนับสนุนทองคำต่อไป

รวมทั้งการซื้อของธนาคารกลาง อุปสงค์เชิงสถาบันจากชาติ BRICS+ ยังคงให้ฐานราคาที่แข็งแกร่ง การดิ่งลงของทองคำถูกซื้อเข้ามาอย่างรุนแรงโดยผู้ซื้อที่มีอำนาจ
ทั้งนี้สถาบันฯ ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบแนวโน้มราคาทองคำจากผลกระทบสงครามอิหร่าน โดยแบ่งออกเป็น3 กรณี

กรณีที่1. สงครามจบภายใน 4–6 สัปดาห์ ทองคำอาจอารปรับราคาขึ้นไปอยู่ที่ 5,100–5,400เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จางลงแต่แนวโน้มเชิงโครงสร้างยังเป็นบวก

กรณีที่2. ความขัดแย้งยืดเยื้อ 3–6 เดือน ทองคำน่าจะแตะ 5,500–6,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ จากความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อขับเคลื่อนการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเชิงสถาบัน

กรณีที่3. สงครามขยายวงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำอาจพุ่งสู่ 6,000–7,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เนื่องจากน้ำมันในระดับ 120–150เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลก
ทั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ผู้ผลิตเครื่องประดับทองคำต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ควรทบทวนกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงทันที

“อุปสงค์เครื่องประดับทองคำในไทยและตลาดเอเชียอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมองทองคำเป็นการรักษามูลค่าความมั่งคั่ง ผู้ส่งออกไปยังตะวันออกกลางควรติดตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภค GCC เพราะผู้ซื้อที่มั่งคั่งในอ่าวอาจเพิ่มการซื้อเครื่องประดับทองคำในช่วงความไม่แน่นอน”

ส่วนแนวโน้มราคา เงิน นั้นก่อนเกิดสงคราม ราคาอยู่ที่ 85 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ คาดการณ์6เดือนปรับเป็น 95-105 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และอีก 12เดือน 90-115 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เนื่องจากเป็นโลหะมีค่าปลอดภัยและเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญสำหรับแผงโซลาร์ อิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด ทำให้แนวโน้มเป็นบวกระยะสั้นแต่ขึ้นกับสถานการณ์ระยะยาว สำหรับผู้ส่งออกเครื่องประดับไทยราคาเงินที่เพิ่มขึ้นสร้างทั้งแรงกดดันด้านกำไรและโอกาสทางการตลาดในกลุ่ม หรูหราที่จ่ายได้

สำหรับแพลตินัม ก่อนเกิดสงคราม ราคาอยู่ที่ 1050เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ คาดอีก 6เดือนจะปรับขึ้นเป็น 1100-1300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์และเพชร ระยะสั้น 1–3 เดือน ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ความไม่แน่นอนด้านราคาสำหรับเกรดพาณิชย์ เนื่องจากศูนย์กลางการค้าเพชรดิบขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือดูไบหยุดชะงักบางส่วน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน