พาณิชย์ ชี้ ม.ค. ธุรกิจโลจิสติก ตั้งใหม่โต 89.3% ลงทุนกว่า 3.3 พันล้าน -เตือนรถนำเที่ยวทำแพลตฟอร์มสู้ศึก

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค. ) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเดือนม.ค.2569ว่าพบว่าธุรกิจโลจิสติกส์ไทยมี นิติบุคคลสะสม 47,188 ราย โดยในเดือน ม.ค. มีการเปิดกิจการใหม่ 337 ราย ลดลง 4.5%เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 89.3%

ธุรกิจที่เปิดใหม่มากที่สุด ได้แก่ การขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร 166 ราย,การขนส่งสินค้าอื่น ๆ ทางถนน 51 ราย ตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากร 48 ราย
ส่วน นิติบุคคลที่ปิดกิจการ มีจำนวน 57 ราย ลดลง 1.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงจากเดือนก่อนหน้า77.7% ธุรกิจที่ปิดกิจการมากที่สุด ได้แก่ การขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร 22 ราย,การขนส่งสินค้าอื่น ๆ ทางถนน 9 ราย ธุรกิจไปรษณีย์และรับส่งพัสดุเอกชน 9 ราย

โดยมีมูลค่าลงทุนรวม3,394.3 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนต่างชาติ 3,087.5 ล้านบาท คิดเป็น91% และการลงทุนโดยสัญชาติไทย 306.8ล้านบาท คิดเป็น 9 % ทั้งนี้ 5 ประเทศที่ลงทุนมากที่สุด5อันดับแรก ได้แก่จีน มูลค่า 183.3 ล้านบาท, แคนาดา มูลค่า 47.9 ล้านบาท, ลักเซมเบิร์ก มูลค่า 15.8 ล้านบาท สิงคโปร์ มูลค่า 10.0 ล้านบาท และสหราชอาณาจักร มูลค่า 8.6 ล้านบาท

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุด 3อันดับแรกได้แก่ กิจกรรมที่เกี่ยวกับคลังสินค้าและการจัดเก็บสินค้าอื่นๆ มูลค่า 131 ล้านบาท สัดส่วน 3.9% ,กิจกรรมการดำเนินงานของสนามบิน 51.6 ล้านบาท สัดส่วน 1.4% และการขนส่ง และขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร 45.1 ล้านบาท สัดส่วน1.3%

“การลงทุนจากต่างประเทศมีสัดส่วนมากที่สุดในกิจกรรมที่เกี่ยวกับคลังสินค้า เช่น การบริการจัดเก็บสินค้า และสถานที่เก็บสินค้าที่เป็นของเหลว เช่น ก๊าซ และน้ำมัน รวมถึงที่พักสินค้าจากต่างประเทศ กิจกรรมเขตปลอดภาษี และคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยญี่ปุ่นมีมูลค่าลงทุนสูงสุด ทั้งนี้การลงทุนจากต่างชาติที่เติบโตสูง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัก และกระจายสินค้าของภูมิภาค”

ทั้งนี้มีประเด็นเฝ้าระวังคือการเปิดกิจการโลจิสติกส์ในไทยมีแนวโน้ม ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะธุรกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร นอกจากนี้ ยังมีสาขาอื่น ๆ ที่มีการเปิดกิจการลดลง และปิดกิจการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อาทิ

การขนส่งผู้โดยสารทางบกอื่นๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น เช่น บริการเช่าเหมารถโดยสารเพื่อท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น มัคคุเทศก์ ซึ่งเปิดกิจการทั้งหมด 9 ราย และปิดกิจการทั้งหมด 7 ราย โดยปิดกิจการมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร 4 ราย ซึ่งอาจเป็นเพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป

โดยอาจนิยมจองบริการรถผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ที่มีบริการครบวงจรหรือยืดหยุ่นมากขึ้น หรือนิยมหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองจากการติดตามโซเชียลมีเดีย รวมถึงการใช้ระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นในเขตเมือง ส่งผลให้ความต้องการบริการเช่าเหมารถโดยสารแบบดั้งเดิมลดลง

อย่างไรก็ตามอย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการโลจิสติกส์อาจพิจารณาปรับตัวได้โดย ปรับโมเดลธุรกิจให้รองรับพฤติกรรมดิจิทัลของนักท่องเที่ยว เช่น นำบริการเช่าเหมารถขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์และแอปพลิเคชันจองท่องเที่ยว ,พัฒนาบริการเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่ธุรกิจ เช่น แพ็กเกจทัวร์เฉพาะกลุ่ม บริการรับ–ส่ง เชื่อมต่อระบบรางหรือสนามบิน และ บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจพิจารณายานยนต์ประหยัดพลังงานหรือพลังงานทางเลือกเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเข้มงวดขึ้น

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน