ธุรกิจรับสร้างบ้าน เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง และความผันผวนราคาพลังงาน ขณะที่ “กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์” คงราคา เน้นเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุน เป้าขายปีนี้ 900 ล้าน พร้อมลุยงาน “รับสร้างบ้าน Focus 2026” หวังโกยยอดขาย 180 ล้านบาท
นายสุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ผู้ให้บริการรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่าสถานการณ์ธุรกิจรับสร้างบ้านในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ ส่งผลให้ภาวะกำลังซื้อที่ลดน้อยลงและการลงทุนที่ชะลอตัว
ขณะที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออย่างมาก เนื่องจากหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 90% ของ GDP โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคา 2-5 ล้านบาทที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในขณะที่กลุ่มบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป แม้กำลังซื้อจะไม่ลดลง แต่อาจไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการสร้างบ้านหลังแรก ทำให้มีการตัดสินใจที่ระมัดระวังมากขึ้น
ประกอบกับผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงาน ทำให้มีความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง หากราคาน้ำมันยืนระยะสูงเกิน 100 เหรียญสหรัฐฯ นานกว่า 3-6 เดือน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณจากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่เกี่ยวกับปัญหาในห่วงโซ่อุปทานและการจัดหาวัตถุดิบเนื่องจากสถานการณ์ในต่างประเทศ
ในส่วนของแผนกลยุทธ์การบริหารต้นทุนและเป้าหมายการดำเนินงานของบริษัทในปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 900 ล้านบาท หรืออาจใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ทำได้เพียง 800 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันงานที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้วประมาณ 30-40 หลัง โดยบริษัทจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคา แม้ต้นทุนจะขยับขึ้น ขณะที่จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความแม่นยำ และความรวดเร็วเพื่อลดความสูญเสียและชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ “Success Model” หรือโมเดลแห่งความสำเร็จที่บริษัทสร้างขึ้นมา เพื่อส่งมอบบ้านคุณภาพในทุกขั้นตอนให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านในระดับราคาใด โดยบ้านทุกหลักจะมีการดำเนินงานก่อสร้างบ้านอย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอนของกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เพื่อให้ได้ทีมช่างที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน การทำงานระดับเดียวกัน พร้อมการรับประกันโครงสร้างบ้านนาน 20 ปี

อย่างไรก็ดีปัจจุบันกลุ่มบิวท์ทูบิวด์ยังคงบริหารงานภายใต้ 3 แบรนด์หล้ก ประกอบด้วย
Small House Builder สร้างในระดับราคา 2- 9 ล้านบาท โดยยังคงเป็นสัดส่วนลูกค้าหลักสูงถึง 50% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นในการสร้างบ้านเพื่อการอยู่อาศัยจริง แม้จะได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธสินเชื่อบ้าง แต่เป็นกลุ่มที่มีความต้องการต่อเนื่อง
Bangkok House Builder สร้างบ้านในระดับราคา 10-20 ล้านบาท มีสัดส่วน 30% ซึ่งเป็นกลุ่มครอบครัวขนาดกลางที่เน้นงานออกแบบ ฟังก์ชันการใช้งานและความคุ้มค่า
Built To Build สร้างบ้านในระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 20% แม้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการชะลอตัวของการลงทุน แต่ยังคงมีความต้องการบ้านคุณภาพและดีไซน์พิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นายสุธี กล่าวย้ำว่าขณะนี้ภาคธุรกิจยังเดินหน้าได้ แม้กำลังซื้อชะลอ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤตปี 2540 ซึ่งในปัจจุบันยังบริษัทรับสร้างจำนวนมากที่สามารถประคองธุรกิจและดำเนินกิจการต่อไปได้ เนื่องจากยังคงมีกลุ่มลูกค้าของตนเองรองรับอยู่ ขณะเดียวกันฝากคำเตือนไปยังผู้บริโภค
โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนจะสร้างบ้านในช่วงนี้ว่า ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการสร้างบ้านถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของชีวิต
พร้อมยอมรับว่าความเข้าใจของผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังมองว่า การจ้างบริษัทรับสร้างบ้านมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจ้างผู้รับเหมาทั่วไป ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าประมาณ 15–20%
แต่สิ่งที่ผู้บริโภคควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความเสี่ยงและคุณภาพของงานก่อสร้าง เพราะบ้านเป็นสินค้าที่ต้องใช้งานระยะยาว หากมองในระยะเวลา 20–30 ปี ความแตกต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นอาจแลกมาด้วยคุณภาพและความมั่นใจที่มากกว่า
ดังนั้นการเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีมาตรฐานมักมาพร้อมกับระบบการควบคุมคุณภาพ การรับประกันงานก่อสร้าง และบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับเจ้าของบ้าน
“บ้านไม่ใช่สินค้าแบบซื้อใช้แล้วหมดไปในระยะสั้น แต่เป็นทรัพย์สินที่เราต้องใช้ไปอีกหลายสิบปี ดังนั้นจึงควรมองที่คุณภาพและความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าการตัดสินใจจากราคาที่ถูกกว่าเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้บริโภคควรพิจารณาข้อมูลของบริษัทรับสร้างบ้านอย่างรอบด้าน โดยไม่ควรตัดสินใจจากโฆษณาหรือรีวิวเพียงอย่างเดียว แต่ควรศึกษาประวัติการทำงาน ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานการก่อสร้างของบริษัทอย่างละเอียด”
นายสุธี กล่าวและว่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เตรียมร่วมงาน “รับสร้างบ้าน Focus 2026” ของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยจะมีการนำเสนอแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
พร้อมโปรโมชันพิเศษและที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้คำแนะนำเรื่องการวางแผนสร้างบ้านอย่างมืออาชีพแก่ผู้ที่สนใจ ตั้งแต่วันที่ 18-22 มี.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายจากงานนี้ใกล้เคียงการจัดงานปีก่อนที่ 180 ล้านบาท