กนอ. เร่งขับเคลื่อนความสำเร็จกลยุทธ์ RAPID Platform สนับสนุนเอฟทีเอปักหมุดไทย สู่ “ฮับอุตสาหกรรมยั่งยืน” ที่นักลงทุนโลกไว้วางใจ

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักที่มีพันธกิจยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล พร้อมใช้จุดแข็งของประเทศไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานชั้นยอด ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และสิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นอาวุธสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวน การขยายการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนเป็นสิ่งจำเป็น

ปัจจุบันเอฟทีเอไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น ‘ทางรอด’ ของผู้ประกอบการ ซึ่งไทยมีเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้วถึง 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ และกำลังจะมีเพิ่มขึ้นในปี 2569 อีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (Thai-EFTA) และ ไทย-ภูฏาน (THBTFTA) เราจึงมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin-RoO) ซึ่งเปรียบเสมือนพาสปอร์ตสินค้า เพื่อให้นักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างสูงสุด

“ในปี 2569 เราจะมุ่งขับเคลื่อน RAPID Platform ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทย”

ประกอบด้วย R-Regulatory Flexibility การเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบและใช้ Regulatory Sandbox เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ A-Advanced Infrastructure การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่มาตรฐานสากลและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด P-Productivity through Innovation การเพิ่มผลิตภาพด้วยนวัตกรรมและส่งเสริมกลุ่มธุรกิจมูลค่าสูง

I-Integrated Digital Transformation การนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้บริหารจัดการผ่าน Dashboard เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ D-Driving Growth & Sustainability ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG และเป้าหมายความยั่งยืน (SDGs)

นอกจากนี้ พร้อมให้บริการเบ็ดเสร็จรวดเร็วกว่า ผ่านศูนย์ Total Solution Center (TSC) ที่ช่วยลดระยะเวลาการขอใบอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ที่สำคัญ กนอ.ชูจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วในการอนุมัติอนุญาตผ่านศูนย์ TSC เพื่อให้นักลงทุนเริ่มธุรกิจได้เร็วที่สุด โดยนักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 82 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง

โดยจะได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าสิทธิประโยชน์ทั่วไป เช่น การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน, การนำผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและครอบครัวเข้ามาพำนัก และการโอนเงินตราต่างประเทศ สิทธิประโยชน์ในเขตประกอบการเสรี (I-EA-T Free Zone) ยกเว้นภาษีนำเข้า/ส่งออก และภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบ

การบริหารจัดการกฎถิ่นกำอย่างเนิดสินค้า เพื่อสิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอ ซึ่งสถิติในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมสูงถึง 1,876,653 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อย่าง EV เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล ด้วยพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกว่า 211,320 ไร่ ครอบคลุมทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม เราพร้อมเป็นคู่คิดที่วางใจได้ให้นักลงทุนจากทั่วโลก มุ่งมั่นดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ EV เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในฐานะจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน