“ดร.เอกนิติ รองนายกฯ” ฉายภาพความท้าทายเศรษฐกิจไทยในเวที Prachachat Forum 2026 ย้ำโลกเข้าสู่ยุค “ภูมิรัฐศาสตร์ผสานเศรษฐกิจ” เร่งคว้าโอกาสย้ายฐานการผลิต พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล–AI และพลังงานสีเขียว ชี้ 3 เสาหลักทางรอด ต้องเติบโตทั่วถึง มีวินัยการคลัง และรัฐ-เอกชนจับมือฝ่าวิกฤตเกมยาว

วันที่ 18 มี.ค. 2569 ในวาระ 50 ปี ประชาชาติธุรกิจ เปิดเวที Prachachat Exclusive Forum 2026 : The-Long-Game #เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย เมื่อบริบทโลกเปลี่ยน “ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์” กำลังส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อทุกภาคส่วน วิกฤตซ้อนวิกฤตรอบนี้ ถือว่าท้าทายมากสำหรับภาครัฐ-เอกชน ที่ต้องฟันฝ่าหาทางรอด

โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง สมัยที่ 2 ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเน้นย้ำว่าการจะอยู่รอดและเติบโตได้ใน “เกมยาว” นี้ ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องก้าวข้ามการมองแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และหันมาทำความเข้าใจกับ “เกมใหม่” ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญใน 3 ด้านหลัก

1. การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitics & Geoeconomics)

ดร.เอกนิติ กล่าวว่าในปัจจุบันเรื่องการเมืองโลกและเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการแบ่งขั้วและย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นโอกาสของอาเซียนและไทย เนื่องจากนักลงทุนมองหาความปลอดภัยและความมั่นคง

โดยในอดีต ประเทศมหาอำนาจใช้เครื่องมือทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เช่น กรณีการกดดันให้ค่าเงินเยนแข็ง ส่งผลให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน รวมถึงประเทศไทย จนเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง

“ตอนนั้นไทยคว้าโอกาสได้ เราลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ และปิโตรเคมี จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค”

ดร.เอกนิติ กล่าวยอมรับว่า ไทย “ยึดติดกับความสำเร็จเดิม” มากเกินไป เมื่อโลกเปลี่ยนจึงปรับตัวไม่ทัน จนถูกมองว่าเป็น “เสือที่อ่อนแรง” หรือ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

โลกแบ่งขั้วใหม่ ดึงการลงทุนเข้าสู่อาเซียน

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการเดินทางร่วมกับทีมไทยแลนด์ และเป็นครั้งแรกที่เชิญภาคเอกชนไป เข้าร่วมการ ประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ที่ เมืองดาวอส เพื่อร่วมวางจุดยืน (Position) ของประเทศไทย ซึ่งในครั้งนั้นเป็นการยืนยันแล้วว่านักลงทุนจำนวนมากต้องการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียน

โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ ซึ่งเหตุผลหลักที่นักลงทุนเลือกไทย ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางการค้า สามารถทำธุรกิจกับหลายประเทศได้ โครงสร้างพื้นฐานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง

“แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตเพื่อความปลอดภัยกำลังเกิดขึ้น และเศรษฐกิจกับความมั่นคงจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน”

เตือน “ความมั่นคง” ต้องเดินคู่เศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่าแม้การดึงดูดการลงทุนจะเป็นโอกาสสำคัญ แต่ไทยต้องไม่มองข้ามมิติด้านความมั่นคง เราต้องการทั้งนักลงทุนและคนเก่ง แต่ถ้าเราไม่วางรากฐานด้านความมั่นคงให้ดี ก็อาจมีความเสี่ยงตามมา ทั้งทุนสีเทาและปัญหาอื่น ๆ

ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจในยุคใหม่ต้องผสานเรื่อง ความมั่นคง ปลอดภัย (Security) ต้องเดินคู่มากับ “เศรษฐกิจ” อย่างแยกไม่ออก เพื่อให้การเติบโตมีเสถียรภาพในระยะยาว

2. AI และเทคโนโลยีดิจิทัล

ดร.เอกนิติ กล่าวว่าว่า AI ไม่ใช่เรื่องอนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่มันเกิดขึ้นจริง และเปลี่ยนโลกมาแล้วในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา วันนี้เราไม่ได้พูดถึงแค่ AI ธรรมดา แต่กำลังเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ที่สามารถทำงานแทนคนได้จริง สิ่งที่เห็นชัดจากการไปพูดคุยในหลายประเทศ คือ ‘ความกังวลเรื่องการตกงาน’

หลายบริษัทเริ่มใช้ AI แทนแรงงานมนุษย์แล้ว แต่ในมุมของประเทศไทย โดยส่วนตัวมองว่านี่อาจเป็น “โอกาส” มากกว่าวิกฤต เพราะเรากำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว

ดังนั้นคำถามคือ เราจะคว้าโอกาสนี้อย่างไร คำตอบคือ เราต้องสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” เหมือนที่เคยทำในอดีต ที่เคยลงทุนสร้างถนน ไฟฟ้า น้ำ ท่าเรือ สนามบิน เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่วันนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องสร้าง คือ “Digital Infrastructure” และ “AI Infrastructure”

โดย ดร.เอกนิติ กล่าวว่าในฐานะที่กำกับดูแล BOI เห็นได้ชัดว่า Data Center เข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ให้ต่างชาติเข้ามามาตั้ง แต่คือ ไทยจะต่อยอดอย่างไรเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ให้เกิดการใช้ Cloud Service และ AI Service ในประเทศ และทำให้ธุรกิจไทยและคนไทยได้ประโยชน์จริง นี่คือ “เกมใหม่” ที่กำลังเกิดขึ้น

“วันนี้คนในห้องนี้อาจใช้ AI กันแล้ว ไม่ว่าจะเวอร์ชันธรรมดาหรือพรีเมียม แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้ ดังนั้นโจทย์สำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นทักษะพื้นฐาน ของคนไทย เพราะ AI แม้จะเก่ง แต่ก็มีข้อจำกัด มันสามารถให้ข้อมูลผิดได้ ดังนั้น การใช้ AI ต้องมาพร้อมความรู้ ความเข้าใจ และการตั้งคำถามที่ถูกต้อง โดยผมย้ำเสมอว่า โอกาสกับความเสี่ยงมาพร้อมกัน AI ก็เช่นกัน มันสร้างโอกาสมหาศาล แต่ก็มีความเสี่ยง ถ้าเราใช้ไม่เป็น หรือไม่เตรียมตัว”

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวอีกว่าวันนี้มีการลงทุน Data Center เข้ามามาก แต่คำถามที่ตั้งเสมอมาคือ แล้วคนไทยได้อะไร ทั้งนี้ Data Center ไม่ควรเป็นแค่ที่เก็บข้อมูล แต่ต้องต่อยอดไปสู่การสร้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) วิศวกร AI และบุคลากรด้านเทคโนโลยี

โดยที่ผ่านได้มีโอกาสเจอคนไทยเก่ง ๆ ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สิงคโปร์หลายคนอยากกลับมาไทย นี่คือโอกาสของไทย ต้องสร้างระบบรองรับให้คนเก่งเหล่านี้กลับมาแล้วมีงาน มีโอกาสเติบโต

ดังนั้นแล้วสิ่งที่อยากเน้นมาก คือ AI ไม่ใช่ยาวิเศษ ที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ทันที แต่ต้องเริ่มจาก “Foundation” ตั้งแต่ระบบข้อมูล (Data Infrastructure) มาตรฐานข้อมูล (Data Standard) การเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing) ระบบ Digital ID และ Payment เมื่อฐานเหล่านี้แข็งแรง AI ถึงจะถูกนำไปต่อยอดเป็นบริการในด้านต่าง ๆ ทั้งการแพทย์ การศึกษา และธุรกิจ

“ผมยังพูดกับนักลงทุน Data Center ทุกครั้งว่า ถ้าจะมาลงทุนในไทย ต้องช่วยสร้างคนไทยด้วย เราต้องมีการพัฒนาทักษะ สร้างวิศวกร สร้าง Data Scientist โดยใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถเข้ามาสนับสนุนเพราะนี่คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์”

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวด้วยว่า ข้อดีของประเทศไทยคือเรามีที่ดิน มีน้ำ มีไฟฟ้า ทั้งนี้เราต้องทำให้ไทยเป็นประเทศอันดับ 6 ของโลกที่มีศักยภาพด้าน Data Center แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องต่อยอดจากจุดแข็งนี้ให้ได้ โดย AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ดีวันนี้เห็นแล้วว่า AI ทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก ตั้งแต่การทำพรีเซนเทชัน ทำกราฟิก ไปจนถึงงานวิเคราะห์ข้อมูล แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ใช้ แต่ต้องใช้ให้เป็น และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง โดย AI ยังสามารถยกระดับชีวิตคนไทยได้ในวงกว้างได้

ตัวอย่างเช่น การดำเนินโครงการคนละครี่งพลัส ในช่วงที่ผ่านมซึ่งมีเวลาเพียง 73 วัน แต่วันนี้ได้พัฒนาโปรแกรมเสร็จแล้ว หากทำวันนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะสามารถใช้ AI วิเคราะห์ยอดขาย รู้ว่าช่วงเวลาไหนขายดี ลูกค้ามาจากไหน และบริหารต้นทุนได้ถูกต้องขึ้น

โดยที่ผ่านมาได้คุยกับสมาคมธนาคารไทย ให้สามารถใช้ AI วิเคราะห์รายรับรายจ่ายได้เลย และสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปขอสินเชื่อ ทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้นเพื่อไม่ต้องไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ นี่คือการใช้ AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้น AI จะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแต่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

3. เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน (Green Economy)

วันนี้ต้นทุนพลังงานจากฟอสซิลสูงขึ้นมาก ราคาน้ำมันผันผวนจากความขัดแย้งของโลก ทำให้คำถามสำคัญคือทำไมเราต้องเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งในอดีตช่วงปี 1980 ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่พร้อม ไทยมีไฟฟ้า มีระบบสาธารณูปโภคที่มั่นคง นักลงทุนจึงเลือกเข้ามา แต่วันนี้ สิ่งเดิมที่เคยเป็น “จุดแข็ง” กำลังจะกลายเป็น “ข้อจำกัด”

เพราะนักลงทุนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ไฟฟ้าแต่ต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะระบบสายส่ง เพื่อให้พลังงานสะอาดสามารถกระจายได้ทั่วถึง และสิ่งที่ตนพูดเรื่องนี้ซ้ำหลายครั้งมาก คือเราต้อง “เปิดให้เอกชนเข้ามามีบทบาท” ให้เอกชนสามารถลงทุนผลิตพลังงานสะอาดได้ แล้วใช้โครงข่ายสายส่งที่ภาครัฐลงทุน แนวทางนี้จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นเร็ว เพราะปัจจุบันมีนักลงทุนต่างประเทศต้องการเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก แต่ต้องการไฟฟ้าสีเขียว

“ยิ่งประเทศไหนมีพลังงานสะอาดมาก ยิ่งดึงดูดการลงทุนได้มาก ซี่งประเทศไทยมีศักยภาพตรงนี้ ขณะที่บางประเทศอย่างสิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ทำให้สิงคโปร์ต้องการนำเข้าพลังงานสะอาดจากต่างประเทศเราจึงเห็นความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น โครงการเชื่อมโยงไฟฟ้า ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนว่า พลังงานสะอาด กำลังเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ คำถามคือ แล้วทำไมประเทศไทยไม่ใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ ทำไมเราไม่เปิดให้เกิดตลาดพลังงานสะอาดภายในประเทศอย่างจริงจัง”

ดร.เอกนิติ กล่าวและว่า อีกมิติหนึ่งคือ พลังงานทดแทน ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นอ้อย หรือของเหลือทางการเกษตรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดเป็นพลังงาน หรือวัสดุชีวภาพได้ ทั้งนี้ตนเคยมีโอกาสผลักดันเรื่องไบโอพลาสติก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการพึ่งพาน้ำมัน มาใช้วัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

แม้เทคโนโลยีเราอาจยังสู้บางประเทศไม่ได้ แต่วันนี้มีบริษัทขนาดใหญ่ที่พร้อมร่วมมือกับต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย ถ้าเราทำได้สำเร็จเราจะไม่เพียงลดการพึ่งพาน้ำมันแต่ยังยกระดับภาคเกษตร และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ

“ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนเกม และประเทศไทยต้องคิดใหม่ว่าเราจะอยู่รอดอย่างไรและที่สำคัญ เราจะเติบโตอย่างไร”

ดร.เอกนิติ ได้กล่าวสรุปในช่วงท้ายว่า การเติบโตของประเทศไทยในเกมใหม่ของโลก จะต้องอยู่บน 3 เสาหลัก

1.เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก และใช้โอกาสจากการย้ายฐานการลงทุน

2.ใช้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับศักยภาพของคนไทยและธุรกิจไทย โดยต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

3.ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

แต่ทั้ง 3 เรื่องนี้ ต้องอยู่บนหลักคิดสำคัญ 3 ประการ

หนึ่ง การเติบโตต้องทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่ คนตัวเล็กต้องเข้าถึงโอกาสและเทคโนโลยี เช่น AI ได้จริง

สอง การเติบโตต้องมีวินัยทางการคลัง ประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ การลงทุนต้องคุ้มค่า และสร้างความเชื่อมั่น

สาม เราต้องร่วมมือกัน ภาครัฐทำคนเดียวไม่ได้ ต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

“ช่วงที่ผ่านมา ผมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง นโยบายหลายเรื่องเกิดจากการทำงานร่วมกันจริง และผมเชื่อว่า ในโลกวันนี้ เราอาจอยู่กับความเปลี่ยนแปลง
แต่วันพรุ่งนี้ เราต้อง ลงทุนเพื่อประเทศไทย สุดท้ายนี้เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้คนเดียวเราต้องไปด้วยกัน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน