ดัชนีเชื่อมั่น เอสเอ็มอี ไตรมาส1ร่วงแตะ 50.2 ผวาน้ำมันพุ่งจากศึกตะวันออกกลาง

24 มี.ค. 2569 นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอี ดีแบงก์ เปิดเผยว่า SME D Bank โดย ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว.ร่วมกับ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 1/2569 และคาดการณ์อนาคต จากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม จำนวน 400 ตัวอย่าง

พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 1/69 อยู่ที่ระดับ 50.2 ลดลงจากไตรมาส 4/68 ที่อยู่ระดับ 68.9 เนื่องจากมีความกังวลต่อระดับราคาน้ำมันในประเทศที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลเชิงลบด้านต้นทุนการประกอบการ เช่น วัตถุดิบ ค่าขนส่งการดำเนินงาน รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อ/บริการ ผลประกอบการที่ปรับลดลง และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว

“จากที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมด กังวลต้นทุนการประกอบการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงให้ความสำคัญกับการจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบและเพิ่มประสิทธิภาพไปพร้อมกับการปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อรักษาระดับคำสั่งซื้อให้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ พบว่า กลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และกลุ่มวิสาหกิจรายย่อม (Small) มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ ลดลงมากกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) โดยลงมาที่ระดับ 44.4, 49.7 และ 60.3 ตามลำดับ จากไตรมาสที่แล้ว เคยอยู่ระดับ 70.3 , 61.3 และ 84.2 ตามลำดับ สะท้อนว่า กิจการขนาดเล็กมีความเปราะบางกว่ากิจการขนาดใหญ่

ขณะที่ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 2/69 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีความต้องการสินเชื่อ 66.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 93.7% เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอดูสถานการณ์ของสงคราม และนโยบายภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ความต้องการสินเชื่อของเอสเอ็มอีกว่า 62.2% ยังเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อประคองสภาพคล่องและรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก

นายพิชิต กล่าวว่า จากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น SME D Bank ในฐานะธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ได้จัดเตรียมแผนช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวก้าวข้ามวิกฤต ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนธุรกิจระยะยาว รวมถึง เสริมศักยภาพการแข่งขันสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพาเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ได้แก่

“สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด, “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ควบคู่กับการสนับสนุนด้านการพัฒนา เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านกิจกรรมพัฒนาครบวงจร ทั้ง Online ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ช่วยเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และบริการต่าง ๆ ได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี 2569

นอกจากนั้น ภายในองค์กร SME D Bank ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล ในการลดการใช้พลังงาน กำหนดมาตรการ ลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในสำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศ เช่นปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่ใช้งาน ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน และตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส
ส่งเสริมการแต่งกาย สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ ปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home) ตามความเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้า และประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงในการใช้รถยนต์ เช่น รณรงค์ให้พนักงานขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม ใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool และวางแผนการเดินทาง
นอกจากนั้น ในช่วงนี้ งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรืออบรมในต่างประเทศ เป็นต้น

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน