“เอกนัฏ” ฟิต ไล่บี้กรมธุรกิจพลังงาน-โรงกลั่น แจงข้อมูลโปร่งใส เล็งรื้อค่าการกลั่น ติงกองทุนอัพเดตราคา ไม่ต้องรอตลาดสิงคโปร์ ชงผุดคลังน้ำมันสำรองของชาติ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน คนใหม่ กล่าวว่าขณะนี้ได้เริ่มหารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาพลังงานแล้ว และยืนยันชัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้ยังติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 ทำให้ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ
โดยยอมรับว่าปัญหาเร่งด่วนมี 2 เรื่องหลัก คือน้ำมันและค่าไฟแพง โดยในส่วนของน้ำมันนั้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาที่สูงขึ้น ตามตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นน้ำมันขาดแคลน ทำไมน้ำมันไม่มีเติม ในบางพื้นที่ ทั้งที่ข้อมูลระบุว่า ประเทศมีน้ำมันสำรองและกำลังการกลั่นเพียงพอ ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร จึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากความไม่โปร่งใสของระบบกระจายสินค้า
ที่สำคัญจุดบอด คือระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยขาดรายละเอียดสำคัญ มีเพียงตัวเลขปริมาณสำรองรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูลการไหลของน้ำมัน (flow) ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงสถานีบริการ ซึ่งควรมีการเปิดเผยข้อมูลแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใด และป้องกันการกักตุนหรือการรั่วไหล
“ทุกอย่างแก้ได้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานที่ก่อตั้งมานาน มีข้อมูลน้อยมาก เราควรจะมีข้อมูลภาพรวม 2 ชุด มีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ กลั่นเท่าไหร่ ประชาชนจะได้เห็นว่ารั่วไหลตรงไหน ถ้าถูกส่งออกมาไม่ถึง 10 ล้านลิตร จะไปอยู่ตรงไหน”
อีกประเด็นสำคัญคือการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึก ที่สร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้ประชาชน
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ส่วนตัวมองการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตต้องอาศัยความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญ เป็นยาที่จะรักษาความตื่นตระหนก มากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน รวมถึงการทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องโปร่งใสมากขึ้น
“แม้ที่ผ่านมาจะบอกว่าอัพเดท รอตลาดสิงคโปร์ ซึ่งผมมองว่าดึกไป ไม่ต้องรอสัญญาณจากสิงคโปร์ก็ได้ เพราะสิ่งที่ทำอยู่ ราคาของเราห่างจากสิงคโปร์เยอะมาก ผมมองว่ากลไกบ้านเราที่ดูจากราคาทุกส่วน ราคาน้ำมันดิบยังวิ่งไล่ตามราคาสำเร็จรูปที่ขึ้นสูงกว่า”
นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบค่าการกลั่น ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยราว 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤต จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน (cap) ทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร พร้อมย้ำว่า หากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนเป็นลำดับแรก
“ผมเคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่น เข้าใจว่ามีต้นทุนสูง แต่ไม่ใช่การปรับจาก 2 บาท ไป 7 บาท มันเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรี ก็ทราบกันดี ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป ถ้าโรงกลั่นรับรายได้มาในยามวิกฤตก็เกินไป เข้าใจว่าธุรกิจต้องทำกำไร แต่ไม่ควรเกินไป เรายังเคยพูดถึงภาษีลาภลอยมาแล้ว ต้องกล้าทุบ”
ในระยะยาว จะเสนอให้ไทยพิจารณาจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของชาติ แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต พร้อมส่งสัญญาณถึงผู้ที่กักตุนเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่อาจทำให้ราคาปรับลดลงได้ในอนาคต