“ประทีป ตั้งมติธรรม” ประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2 เดือนแรกปี 2569 ยังดีกว่าปีก่อน จากกำลังซื้อกลุ่มสภาพคล่องสูงหนุนยอดขาย แม้เดือนมี.ค.เริ่มเผชิญแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมัน–ต้นทุนก่อสร้างเพิ่ม แต่เชื่อเป็นผลกระทบชั่วคราว พร้อมอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลงช่วยพยุงกำลังซื้อ เดินเกมรับต้นทุนระยะสั้นตรึงราคาขาย ก่อนปรับขึ้น 4-5% หลังสงกรานต์

ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจ: ความผันผวนกดดัน แต่ยังมีสัญญาณบวก

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 (ก่อนผลกระทบสงครามเต็มรูปแบบ) พบว่าภาพรวมดีกว่าปีก่อน สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูงยอดขายมาค่อนข้างดี แต่ในเดือนมี.ค.เริ่มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง อย่างไรก็ตามบริษัทประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้น พร้อมเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะคลี่คลายภายใน 1-2 เดือน

ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกสำคัญคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงในช่วงต้นปี ส่งผลให้ภาระผ่อนชำระของผู้ซื้อบ้านลดลง ประกอบกับเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตามท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งปรับตัวสูง รวมไปถึงราคาวัสดุก่อสร้างด้วยเช่นกัน แต่เป็นการปรับขึ้นจำกัด เนื่องจากผู้ผลิตบางส่วนดูดซับต้นทุนไว้ ในขณะที่อัตราค่าแรงยังไม่ปรับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

“จากสถานการณ์ทั้งหมด ทำให้ในเบื้องต้นบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์รับภาระระยะสั้น โดยยังไม่ปรับขึ้นราคาขายบ้านในทันที เนื่องจากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างยังใช้ต้นทุนเดิม และหากจำเป็นต้องปรับราคา จะอยู่ในกรอบประมาณ 4-5% และมีแนวโน้มเกิดขึ้นหลังช่วงสงกรานต์ไปแล้ว”

นายประทีป กล่าวและว่านอกจากนี้บริษัทยังช่วยลดแรงกระแทก โดยสนับสนุนผู้รับเหมาก่อสร้างในบางกรณี เช่น จัดซื้อวัสดุแทนเพื่อรักษาเสถียรภาพการก่อสร้างและไม่ให้โครงการสะดุด

โปรเจกต์เรือธง 287 ไร่ ยกระดับ “รังสิต” สู่เมืองอนาคต

นายประทีป ยังกล่าวถึงแผนกลยุทธ์ธุรกิจในปี 2569 ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ 287 ไร่ ในย่านรังสิต คลอง 2–3 จ.ปทุมธานี มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท พัฒนาในรูปแบบ “Community Living Hub”

ประกอบด้วย โครงการศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3 บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม เป็นบ้านประหยัดพลังงาน (ลดความร้อน–เพิ่มแสงธรรมชาติ) พร้อมติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยเป็นบ้านขนาดแปลงที่ดินตั้งแต่ 100 ตร.ว. ฟังก์ชั่น 4-5 ห้องนอน และ 4-7 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านตั้งแต่ 238-502 ตร.ม. ราคา 18–40 ล้านบาท รวม 271 ยูนิต บนพื้นที่ 98 ไร่ มูลค่ารวม 3,360 ล้านบาท

และโครงการศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ รังสิต คลอง 3 เป็นบ้านเดี่ยว และบ้านแฝดระดับกลาง 310 ยูนิต ราคา 4–9 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 1,790 ล้านบาท รวมถึงในโครงการยังวางองค์ประกอบของชุมชนให้ครบวงจร ด้วยการดึง โรงเรียนนานาชาติ SISB โดย บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นแกนหลักของโครงการ

“พื้นที่รังสิต คลอง 2-3 ปทุมธานี ถือเป็นหนึ่งในทำเลศักยภาพสูงสุดของทำเลกรุงเทพฯ ตอนเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญของพื้นที่ ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางการศึกษา มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก การคมนาคมที่สะดวก ใกล้สนามบิน และมีศูนย์การค้ารองรับจำนวนมาก ส่งผลให้รังสิตกลายเป็นทำเลที่มีความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจและการอยู่อาศัย อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อพื้นที่สำคัญอย่างลำลูกกา คลองหลวง และกรุงเทพฯ ชั้นในได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการในจังหวัดปทุมธานีมากกว่า 20-30 โครงการ”

มั่นใจดีมานด์ตลาดยังไปต่อ

นายประทีป กล่าวว่าภาพรวมดีมานด์ตลาดในขณะนี้เชื่อมั่นว่ายังไปต่อ โดยเฉพาะกลุ่มมีกำลังซื้อแม้เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน แต่พฤติกรรมผู้ซื้อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน กลุ่มมีกำลังซื้อ มองอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ ซึ่งกลุ่มนี้ตัดสินใจซื้อเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนเพิ่ม และอีกกลุ่มคือ รอดูสถานการณ์ ชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เฉพาะ เช่น น้ำท่วมในบางพื้นที่ กลับกระตุ้นยอดขาย โดยทำให้ผู้บริโภคเร่งหาที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปลอดภัยกว่า

แผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าเปิดเพิ่ม–ขยายพอร์ตทั่วประเทศ

นายประทีป ยังยืนยันด้วยว่าแม้สถานการณ์เศรษฐกิจมีความผันผวน แต่บริษัทยังดำเนินแผนธุรกิจเชิงรุก โดยนอกจากยืนแผนเดิม คือเปิดกว่า 20 โครงการในปีนี้แล้ว ยังคาดว่าจะปรับเพิ่มอีก ประมาณ 5 โครงการใหม่ ทำให้รวมทั้งปีนี้จะมีมากกว่า 25 โครงการ ครอบคลุมทั้งบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม

โดยสาเหตุที่มีการขยายโครงการมากกว่าแผนการดำเนินงานเดิม เนื่องจากบริษัทได้มีการเร่งซื้อที่ดินในช่วงต้นปี โดยเน้นทำเลที่มีศักยภาพและราคาสามารถพัฒนาได้

เป้าหมายธุรกิจ โตต่อเนื่อง–เพิ่มยอดขายทุกปี

ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจชัดเจนในการเติบโตต่อเนื่อง ผ่านแนวทางหลัก ได้แก่ เพิ่มจำนวนโครงการ ขยายพื้นที่พัฒนาใหม่ และรักษายอดขายให้เติบโตทุกปี เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สูง เช่น เงินเดือนพนักงาน ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มรายได้เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร

มุมมองระยะยาว อสังหาฯ ยังเป็นสินทรัพย์หลักในยุคเงินเฟ้อ

นายประทีป ยังมองว่าในภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยต่ำ “การซื้อบ้านเร็ว” จะได้เปรียบมากกว่าการถือเงินสด เนื่องจากต้นทุนก่อสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ราคาที่ดินปรับขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ เป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน