เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) รับต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มจากราคาพลังงานสูง แต่ยังตรึงราคาเมนูช่วยผู้บริโภค 2-3 เดือน ประเมินกำลังซื้อไตรมาส 2-3 ชะลอจากค่าครองชีพ-เปิดเทอม พร้อมจับตาค่าไฟ-เวลาเปิดห้างกระทบยอดขาย เดินหน้าลงทุน 1.4 พันล้าน ขยายสาขา 140-160 แห่ง เสริมพอร์ตแบรนด์ใหม่ รับการแข่งขันเดือดจากต่างชาติ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 14%

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ในเครือบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา [CENTEL] เปิดเผยยอมรับว่าปัจจัยด้านราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากบริษัทมีการทำสัญญาจัดซื้อล่วงหน้า และมีสต๊อกสินค้าเดิมรองรับ

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องมีการทบทวนแผนต้นทุนอีกครั้ง โดยในระยะสั้นบริษัทตั้งเป้าตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดประมาณ 2-3 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภค

ประเมินกำลังซื้อ ไตรมาส 2-3 ชะลอ รับเปิดเทอม-ค่าครองชีพสูง

นายณัฐ กล่าวว่าสำหรับแนวโน้มกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 2 และ 3 มองว่าอาจได้รับผลกระทบจากภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเปิดภาคเรียนเดือนพ.ค. ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาหารยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐาน (ปัจจัย 4) ที่ผู้บริโภคยังต้องใช้จ่าย ทำให้เชื่อว่าภาพรวมยังสามารถเติบโตได้ แม้อาจมีการปรับพฤติกรรมไปสู่การเลือกบริโภคสินค้าที่มีราคาประหยัดมากขึ้น

จับตาค่าไฟ-เวลาห้าง กระทบยอดขาย

นายณัฐ ยังกล่าวถึงประเด็นค่าไฟฟ้าและความเป็นไปได้ของการปรับเวลาเปิด-ปิดห้างนั้น ยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐ แต่ยอมรับว่าหากมีการลดชั่วโมงการเปิดบริการ จะส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง เนื่องจากระยะเวลาในการขายลดลง

งบลงทุน 1.4 พันล้าน เดินหน้าขยาย-รีโนเวต-อัปเกรดระบบ

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งงบลงทุนรวม 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็น 900 ล้านบาท (65%) สำหรับขยายสาขาใหม่ ประมาณ 220 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงสาขาเดิม, 70 ล้านบาท สำหรับพัฒนาระบบหลังบ้าน และอีกกว่า 100 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคล ทั้งนี้งบดังกล่าวยังไม่รวมงบการตลาด และการควบรวมกิจการ

“แผนลงทุนดังกล่าวถูกวางไว้ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจปกติ แต่หากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจมีการปรับลดการลงทุน เช่น ชะลอการเปิดสาขาใหม่ หรือเลื่อนการปรับปรุงสาขาเดิม เพื่อรักษาสภาพคล่อง” นายณัฐ กล่าว

พร้อมตั้งเป้ารายได้ในปี 2569 เติบโต 14% จากปีก่อนที่ทำได้ 16,900 ล้านบาท ควบคู่การขยายสาขาใหม่ 140-160 แห่ง ครอบคลุมทุกแบรนด์ศักยภาพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แข่งขันเดือด รับแบรนด์จีนรุกตลาด

นายณัฐ ยังประเมินว่าการเข้ามาของแบรนด์ร้านอาหารจากจีนอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ว่า มีผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่ออุตสาหกรรม โดยในเชิงบวกช่วยเพิ่มความคึกคักและเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายเล็ก (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและซัพพลายเชน ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งด้านเมนู รสชาติ การนำเสนอ และการสร้างความแตกต่าง เพื่อแข่งขันในตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น

เร่งหาแบรนด์ใหม่-ปรับพอร์ตต่อเนื่อง

นายณัฐ กล่าวว่าการหาแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ตเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากศูนย์การค้ามีแนวโน้มต้องการแบรนด์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับพื้นที่เช่า โดยเฉพาะในทำเลศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในเมือง ขณะเดียวกันบริษัทก็มีแผนทยอยปรับพอร์ตแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ที่มีผลประกอบการไม่ดีหรือไม่เติบโต อาจถูกพิจารณาปิดหรือยุติการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของพอร์ต ซึ่งในปีก่อนมีการปิดแบรนด์ TENYA ไปแล้ว 1 แบรนด์

ส่วนแบรนด์ใหม่ในปีนี้ที่จะเปิดเป็นแบรนด์ปิ้งย่างเกาหลี HANAM BBQ ที่จะเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิร์ล โดยที่เทรนด์อาหารปิ้งย่างเกาหลียังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอาหารประเภทชาบู ราคาประหยัด ที่ยังคงได้รับความนิยม

“แม้ว่าตลาดจะมีการแข่งขันที่สูง แต่บริษัทก็ต้องพยายามในการบร์หารจัดการด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสามารถกำไรที่ดี รวมถึงอาหารสุขภาพก็ยังเป็นที่นิยม แต่จะเน้นไปที่การให้ความสำคัญทางด้าน Value กับผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งบริษัทก็ยังคงเน้นการสร้าง Value ให้กับแบรนด์อาหารต่างๆในเครือที่ส่งผ่านไปให้แก่ลูกค้าของ CRG”

สัดส่วนธุรกิจ-เร่งโตผ่านการร่วมทุน

อย่างไรก็ดีโครงสร้างรายได้ของบริษัทในปัจจุบัน โดย 70% มาจากแบรนด์ของบริษัทเอง ขณะที่รายได้จากธุรกิจร่วมทุนอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่า เนื่องจากยังอยู่ในช่วงขยายสาขา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน