บขส.จับมือผู้ประกอบการ 6,000 คันทั่วประเทศ ตรึงค่าโดยสารถึง 19 เม.ย.นี้ ลดภาระประชาชนช่วงสงกรานต์ พร้อมอัดงบกองทุนฯ 70 ล้านบาท ชดเชยต้นทุน หลังราคาดีเซลพุ่งต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนชี้ปรับขึ้น 5 สตางค์/กม. ไม่สะท้อนต้นทุน หวั่นสภาพคล่องทรุด หากน้ำมันแตะ 50 บาท อาจจำเป็นต้องลอยตัวค่าโดยสาร

วันที่ 2 เม.ย.2569 นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยภายหลังการเรียกผู้ประกอบการรถร่วมบริการของ บขส. ทั้งหมด 6,000 คันทั่วประเทศ เข้าพูดคุยหารือถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ว่า บขส. ได้เสนอมาตรการดูแลผู้ประกอบการ หลังจากขอให้ตรึงราคาค่าโดยสารไว้ตามเดิมจนถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 เพื่อลดผลกระทบการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายอรรถวิท กล่าวว่า แต่ในช่วงวันเดินทางที่จะต้องให้บริการรถเสริม บขส. จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรถเสริมในราคาพิเศษ หรือถูกกว่าราคาปกติ ตลอดจนเตรียมเงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ไว้ประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน ส่วนต่างราคาค่าตั๋วโดยสาร ของรถร่วมบริการ

โดยคาดว่า อาจจะต้องจ่ายเฉลี่ยวันละ 2-3 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับกระทรวงพลังงาน และ ปตท. เพื่อสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการซึ่งคาดว่าจะใช้ปริมาณน้ำมันสูงถึง 320,000 ลิตรต่อวันในช่วงเทศกาล

เตรียมถกอีกครั้งหลังดีเซลพุ่ง 44.24 บาท

นายอรรถวิท กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร และคาดว่าจะมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นอีกนั้น คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางบริษัท ขนส่ง จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการประชุมหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะต้องมีการพิจารณาปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ปัจจุบัน มีมติให้ปรับราคาแล้ว 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร และยืนยันว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์การใช้บริการรถ บขส. และรถร่วมบริการ จะยังคงราคาเดิม ไว้จนถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569

ผู้ประกอบการโอดปรับขึ้น 5 สต. ไม่คุ้มต้นทุน

ด้าน นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัย 21 จำกัด กล่าวว่า ตนมองว่าการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร 5 สตางค์ ต่อกิโลเมตรเป็นราคาที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางคำนวณก่อนที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันราคานี้ไม่สะท้อนต้นทุน แต่ก็ตนก็ขอบคุณที่ทางภาครัฐพยายามหามาตรการเข้ามาช่วยสนับสนุนส่วนต่างด้านราคา และไม่เก็บค่าธรรมเนียมรถเสริมเพิ่มเติม

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนอยากเห็น คือการจัดทำแผนหรือมาตรการล่วงหน้า เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีกทางหน่วยงานจะมีมาตรการรองรับอย่างไร หรือการคำนวณค่าโดยสารควรทำแบบขั้นบันไดหรือไม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุน ณ ปัจจุบัน

ยกตัวอย่าง น้ำมันลิตรละ 45 – 50 บาท เรทราคาค่าโดยสารต้องปรับขึ้นเฉลี่ย 7 สตางค์ต่อกิโลเมตร หากราคาพุ่งขึ้นไปอีกก็ควรปรับค่าโดยสารแบบขั้นบันได (ปล่อยลอยตัวค่าโดยสาร) ทั้งนี้ สิ่งที่ตนกังวลคือขณะนี้สภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการรถร่วม และราคาน้ำมันที่จะผู้ขึ้นไปอีก หากขาดสภาพคล่อง อาจจะต้องหยุดวิ่งให้บริการ หรือรถเที่ยววิ่งลง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน