พิพัฒน์ เข้าก.คมนาคมวันแรก พร้อมทำงานเต็มสปีด ยัน ทางด่วน ถ.พระราม 2 เสร็จแน่ ส.ค.นี้ พร้อมดันโครงการรถไฟฟ้า 40 บาท ตั๋วร่วม ช่วยประชาชนประหยัดค่าเดินทาง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยหลังเข้าทำงานที่กระทรวงคมนาคมวันแรก ว่า รัฐบาลต้องเร่งทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ภาวะปกติ โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในระดับโลก ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะประเทศไทย แต่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศแตกต่างกันไป

ทั้งนี้ พลังงานถือเป็นปัจจัยหลักของการดำรงชีวิตและการพัฒนาประเทศ กระทรวงคมนาคมจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา โดยต้องอาศัยพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อน ย้ำว่าขณะนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาเสวยสุข แต่เป็นช่วงที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจกันเดินหน้าทำงาน ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงอย่างเร่งด่วน

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายเรือธง ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาท กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดัน พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาแล้ว เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งระบบราง-รถ-เรือ โดยจะยึดนโยบายค่าโดยสารร่วม 40 บาท (รถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงดำเนินการแล้ว) ส่วนจะขยายไปยังรถไฟฟ้าสายสีอื่น หรือแบ่งโซนอย่างไรนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาให้คุ้มค่าที่สุด

ส่วนโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ยืนยันว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ ภายในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และสามารถเปิดให้บริการได้อย่างเป็นทางการภายในปี 2569 และสำหรับขอบเขตการงานที่จะแล้วเสร็จนั้น ครอบคลุมการคืนผิวการจราจรให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติทั้งหมด ตลอดเส้นทางไปจนถึงช่วง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทสาคร รวมถึงจุดเชื่อมต่อกับทางด่วน

ด้านโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการสนามบินอู่ตะเภา นายพิพัฒน์ย้ำชัดว่า ไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ เนื่องจากได้ผ่านกระบวนการประมูล และลงนามสัญญาอย่างถูกต้องแล้ว หากมีการแก้ไขอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย

 

โดยรัฐบาลจะมุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ และสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ศูนย์กีฬาสมบูรณ์แบบ ศูนย์ความบันเทิงครบวงจร (ไม่มีกาสิโน) และสวนสนุก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และเพิ่มการใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานในระยะยาว

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ รัฐบาลยืนยันเดินหน้าต่อ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีศักยภาพ ในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก โดยจะช่วยสร้างงาน และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจจำนวนมาก และเป็นโครงการที่ได้ศึกษามาอย่างดีแล้ว ว่ามีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน