ตลท.ชี้หุ้นไทย “ลงน้อยกว่าภูมิภาค” ชี้โครงสร้างตลาด-ปันผลสูง-นโยบายรัฐ หนุนความเชื่อมั่น ดึงต่างชาติถือยาว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของตลาดไทย

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทย (SET Index) ประจำเดือนมี.ค. 2569 ปิดที่ระดับ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือนก.พ.2569 โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงวิกฤตราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีจะปรับตัวลดลงในเดือนมี.ค. แต่เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 SET Index ยังคงปรับเพิ่มขึ้น 15% สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของตลาดทุนไทยเมื่อเทียบกับความผันผวนในตลาดโลก ขณะที่การปรับลดลงของตลาดหุ้นไทยยังถือว่าน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค มาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การที่ตลาดหุ้นไทยไม่มีสัดส่วนหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงหรือ AI สูงมากนัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นแรง จึงมีแรงขายทำกำไรสูงในช่วงที่เกิดความผันผวน ประกอบกับประเทศไทยเริ่มมีสตอรี่ใหม่ จากการจัดตั้งรัฐบาลและแนวนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเชิงเปรียบเทียบในบางมิติ เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ในระดับกว่า 4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในภูมิภาคที่อยู่ราว 3% ต้นๆ จึงยังสามารถดึงดูดเงินลงทุนในภาวะที่นักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ส่วนประเด็นสถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่อยู่ระหว่างการเจรจาชั่วคราว แม้จะช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้น แต่ตลาดยังคงระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้จริง อย่างไรก็ตามในมุมของตลาดทุนไทยยังมีกันชน รองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

ด้านสภาพคล่องการซื้อขาย ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความคึกคัก โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 65,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี (YoY)

ในส่วนของพฤติกรรมผู้ลงทุน นักลงทุนต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ 53.85% รองลงมาคือ นักลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% นักลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.62% ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 39,754 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม ยังคงมีสถานะซื้อสุทธิสะสม 19,152 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าดัชนี (Outperform) เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร ขณะเดียวกัน ค่า Forward P/E ของตลาด ณ สิ้นเดือนมี.ค.อยู่ที่ 14.96 เท่า

นายศรกล กล่าวด้วยว่าจุดแข็งสำคัญของตลาดทุนไทยประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ระดับราคาหุ้น (Valuation) ที่ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า จึงมีแรงกดดันจากการปรับฐานน้อย
โครงสร้างตลาดที่เน้นหุ้นปันผล ซึ่งเป็นที่ต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ความหลากหลายของนักลงทุน ทั้งนักลงทุนสถาบัน รายย่อย และต่างชาติ ทำให้ตลาดไม่พึ่งพิงแหล่งทุนใดแหล่งทุนหนึ่งมากเกินไป

ขณะที่ทิศทางเงินทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่ถือว่าไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.มีการไหลเข้า แต่ในเดือนมีนาคมมีการไหลออก ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวแบบสลับเข้า-ออกในเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงถือครองหุ้นไทยในสัดส่วนประมาณ 37% ซึ่งถือเป็นการลงทุนในลักษณะเชิงกลยุทธ์ระยะยาว

นายอัสสเดช คงสิริ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะนโยบายภาครัฐและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะช่วยสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้หนึ่งในนโยบายสำคัญที่อยู่ระหว่างการผลักดัน คือ TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน และช่วยสร้างเสถียรภาพให้ตลาดทุน โดยมีจุดเด่นคือเป็นโครงการถาวร (Permanent Program) และเปิดโอกาสให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้หลากหลายสินทรัพย์ ทั้งกองทุนรวมและหุ้นรายตัว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ล่าสุดมีการหารือกันระหว่าง กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สภาตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติจำเป็นต้องอาศัยความชัดเจนเชิงนโยบาย และการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงการสื่อสาร Thailand Story เพื่อสะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เช่น การพัฒนาความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การสนับสนุนสตาร์ทอัพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม

เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด และระบบคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อย่างไรก็ดีตลาดทุนมักสะท้อนความคาดหวังล่วงหน้า หากมีความชัดเจนในการดำเนินนโยบาย และเริ่มเห็นการลงทุนจริง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและส่งผลเชิงบวกต่อดัชนีตลาดหุ้น

“สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีนโยบาย แต่ต้องสามารถสื่อสาร Thailand Story ให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน