เอสซีจี เดคคอร์ เผยไตรมาส 1/2569 แข็งแกร่ง กำไรเพิ่ม 4% แม้เผชิญความท้าทายจากตลาดโลกผันผวน ชู 4 กลยุทธ์หลัก เดินหน้าลงทุนตามแผน 2,500 ล้านบาท

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 780 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้จะมีรายได้จากการขาย 5,552 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 7% หากไม่รวมผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงเพียง 4% จากผลพวงต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบต่อบริษัทยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางต่ำกว่า 1% และเรามีมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงต้นทุนพลังงาน ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง

“บริษัทยังคงงบลงทุนปี 2569 อยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โดยปรับลำดับความสำคัญโครงการที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพเวียดนามเหนือ และชะลอ Greenfield เวียดนามใต้ ดังนั้นไตรมาส 2 เราจึงประเมินแนวโน้มโครงการลงทุนในเวียดนาม อินโดนีเซียยังเติบโต ส่วนโครงการในไทยและฟิลิปปินส์เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อสูง ซึ่งเชื่อว่าการคุมต้นทุนพลังงานที่ทำได้ดีกว่าคู่แข่ง จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในการรักษากำไรและส่วนแบ่งตลาด”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีเงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท อัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.1 เท่า สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ควบคู่การลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งการยกระดับฐานการผลิตและนวัตกรรมสินค้า เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

โดยบริษัทยึดแนวทางดำเนินธุรกิจ Regional Optimization ภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและนวัตกรรม ดังนี้

1.ยกระดับ PRIME ผลักดันประเทศเวียดนามเป็นฐานผลิต รองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกเป็นหลัก โดยเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) อีก 6.6 ล้านตารางเมตร มูลค่า 660 ล้านบาท ที่โรงงาน PRIME Pho Yen รองรับตลาดที่มีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น พร้อมขยายตลาดส่งออกในภูมิภาค

คาดจะแล้วเสร็จปี 2570 ตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตรวมเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร หรือ 40% ของกำลังผลิตทั้งหมด จากไตรมาส 1 มียอดขายกระเบื้องรวม 11.8 ล้านตารางเมตร และยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 3.9 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 44%

2.ผ่าตัดโครงสร้างผลิตในไทย โดยการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการรวมศูนย์สายการผลิตในไทย จาก 4 โรงงาน เหลือ 2 โรงงานในสระบุรี คาดรับรู้ค่าใช้จ่ายประมาณ 679 ล้านบาท (ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสด) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนต่อหน่วยในระยะยาว พร้อมลงทุนสายการผลิตใหม่ รองรับกระเบื้องขนาดใหญ่และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) คาดแล้วเสร็จไตรมาส 3/2570 ตั้งเป้ากำลังผลิตรวมแตะ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี

“บริษัทจะเพิ่มสายการผลิตใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร เป็นการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหาร พร้อมลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ รองรับความต้องการตลาดกระเบื้องขนาดใหญ่และหลากหลายรูปแบบ”

3.เดินหน้าพัฒนาสินค้า HVA-Smart Value ทุกเซกเมนต์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกระดับ ด้วยสินค้า HVA คิดเป็น 36% ของรายได้ กลุ่ม Smart Value (SVP) คิดเป็น 18% ด้วยจุดแข็งความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ

4.การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก จากการใช้พลังงานชีวมวลจากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 25% จากการติดตั้งหน่วยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลที่ Hot Air Generator (HAG) ที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรี และพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 13.6% เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวว่าไตรมาส 1/2569 ยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจสุขภัณฑ์ โดยเฉพาะในอาเซียน ทั้งจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศ โดยมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศกว่า 141 ล้านบาท พร้อมเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย จาก 201 รายในปีก่อน

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพบลูกค้าและพันธมิตร พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันใหม่ๆ ของบริษัท

ในด้านนวัตกรรม PRIME เวียดนามยังได้พัฒนากระเบื้องที่ผสานเทคโนโลยีพื้นผิว สามารถดูดซับแสงในเวลากลางวันและคายแสงในสภาพแสงน้อย เพิ่มมิติการใช้งานของผลิตภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง มียอดขายกว่า 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% โดยมีสินค้าหลัก เช่น ปูนกาวยาแนว แผ่นท็อปเคาน์เตอร์ครัว และบานประตูหน้าต่าง

ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทในการปรับตัวเชิงรุก อาศัยจุดแข็งของบริษัทที่เป็นผู้เล่นในอาเซียน สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน