GULF รับรู้ Core Profit ไตรมาส 1/2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 9,326 ล้านบาท เติบโต 43% มั่นใจไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง คงเป้าหมายรายได้ปีนี้โต 10-15%
น.ส.ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จาก 32,344 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จาก 6,506 ล้านบาท
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 16,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จาก 12,699 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 มีกำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) เท่ากับ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จาก 6,564 ล้านบาท โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวลงจาก 31.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2568 เป็น 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569
ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 820,652 ล้านบาท หนี้สินรวม 442,532 ล้านบาท และ
ส่วนของผู้ถือหุ้น 378,120 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.91 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.85 เท่า ณ วันที่ 31 ธ.ค.2568 จากหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการออกและจำหน่ายหุ้นกู้จำนวน 35,000 ล้านบาท ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
“บริษัทยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวม ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์”
ได้แก่ โครงการ solar farms และ solar BESS ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ของบริษัท
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน ทั้งจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะในเดือนเม.ย.
ประกอบกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐ จากค่า Capacity Payment ที่จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center ในตลาด PJM
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทจะรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power ประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงการรับรู้รายได้จากเงินปันผลรับจาก KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท ช่วยเสริมสร้างกระแสเงินสดและผลการดำเนินงานโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว สำหรับธุรกิจพลังงาน โดยมีแผนเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่างๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) รวมถึงโครงการนำร่อง direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ data center
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมพัฒนาเพื่อกระจายไฟฟ้าสะอาดสู่ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมมุ่งขยายฐานการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในยุโรปและสหราชอาณาจักร พร้อมแผนจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงลอนดอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการลงทุนและขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
นอกจากการเติบโตในธุรกิจพลังงานแล้ว บริษัทยังเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจดิจิทัล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการพัฒนา data center ระดับ hyperscale และตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก
ได้แก่ Oracle, Google และ Microsoft เพื่อพัฒนาบริการคลาวด์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ลูกค้าเอสเอ็มอี หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ทั้งยังต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Google, Kore. ai และ Agibot เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว