สยามพิวรรธน์เผยครองฐานลูกค้า Ultra High Net Worth มากกว่า 5,000 ราย หรือกว่าครึ่งของตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงในไทย พร้อมกวาดยอดขายสินค้าลักชัวรีกว่า 70% ของประเทศ ล่าสุดประกาศจับมือ BELMOND (LVMH), GALERIES LAFAYETTE, INSIGNIA และ MJETS สร้าง “Global Luxury Ecosystem” เชื่อมเครือข่ายไลฟ์สไตล์ลักชัวรีไร้พรมแดน หวังยกระดับไทยสู่ศูนย์กลาง Luxury Destination แห่งใหม่ของโลก และดึงเม็ดเงินกลุ่มมหาเศรษฐีทั่วโลกเข้าประเทศระยะยาว

วันที่ 28 พ.ค. 2569 นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า สยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำระดับโลก เจ้าของและผู้บริหารสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันสยามพิวรรธน์ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดลักชูรี่ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง และสามารถครองส่วนแบ่งยอดขายสินค้าลักชูรี่กว่า 70% ของตลาดรวมสินค้าลักชูรี่ในประเทศไทย

ขณะเดียวกันเพื่อตอกย้ำบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือ Game Changer ล่าสุดได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับพันธมิตรผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ได้แก่ BELMOND (LVMH), GALERIES LAFAYETTE, INSIGNIA และ MJETS เสริมความแข็งแกร่งของ Global Privilege Partnership และยกระดับ “Global Luxury Ecosystem” ที่เชื่อมโยงโลกแห่งลักชูรีอย่างไร้รอยต่อ สำหรับกลุ่มสมาชิก ONESIAM และสมาชิกขององค์กรพันธมิตร ผ่านเครือข่ายสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

“การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจรีเทลไทย หลังบริษัทศึกษาเชิงลึกทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลตลาดต่างประเทศ พบว่าลูกค้าระดับบนไม่ได้ต้องการเพียงการช้อปปิ้ง อีกต่อไป แต่ต้องการ “Lifestyle Experience” ที่เชื่อมโยงทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การเดินทาง การพักผ่อน การบริการส่วนตัว ไปจนถึงการเข้าถึงสิทธิประโยชน์เฉพาะบุคคลทั่วโลก”

นางสรัลธรกล่าว อีกว่าที่ผ่านมาสยามพิวรรธน์ได้มีการทำ Global Partnership มาอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญ เพราะเห็นชัดว่าลูกค้ากลุ่มที่สยามพิวรรธน์ดูแล มีความต้องการมากกว่าการซื้อสินค้า ดังนั้นพาร์ทเนอร์ทั้ง 4 รายที่เข้าร่วมในครั้งนี้สามารถตอบโจทย์ได้ครบที่สุด และไม่ใช่แค่ยกระดับสยามพิวรรธน์ แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้พร้อมดูแลลูกค้ากลุ่ม Ultra Wealthหรือกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงจากทั่วโลก

นางสรัลธร กล่าวอีกว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของโปรแกรมใหม่ คือการเปลี่ยนแนวคิดจาก สิทธิประโยชน์ หรือพริวิเลจแบบเดิม ที่มักอยู่ในรูปส่วนลดหรือคะแนนสะสม ไปสู่ “Experience-based Privilege” ที่มอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง โดยใช้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเข้ามาช่วยวิเคราะห์และออกแบบบริการ

“ลูกค้าแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ต่างกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การให้ส่วนลด แต่คือการสร้าง Personalized Experience ที่ตรงกับชีวิตจริงของแต่ละคน นี่คือ Game Changer ของเรา”

นางสรัลธร กล่าวว่าปัจจุบันฐานลูกค้า Ultra High Net Worth ของสยามพิวรรธน์ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดยลูกค้ากลุ่มนี้มีความภักดีต่อแบรนด์สูง ใช้จ่ายต่อเนื่องและระยะยาว ส่งผลให้พันธมิตรระดับโลกเชื่อมั่นศักยภาพของประเทศไทย

ทั้งนี้ข้อมูลภายในของบริษัทพบว่า ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปี 2568 จำนวนลูกค้า Ultra High Net Worth ของสยามพิวรรธน์เติบโตกว่า 50% ขณะที่ลูกค้ากลุ่มนี้มียอดการใช้จ่ายคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของยอดขายรวมทั้งหมดของศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์

“ปัจจุบันกลุ่ม Ultra High Net Worth หรือผู้ที่มียอดใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อปี ในประเทศไทยมีประมาณ 9,000 คน โดยที่กว่า 5,000 คน หรือมากกว่าครึ่งของตลาดรวมเป็นฐานลูกค้าสมาชิกของสยามพิวรรธน์”

ทั้งนี้ สยามพิวรรธน์ยึดมั่นในกลยุทธ์ Co-creation & Collaboration และเป็นผู้บุกเบิกการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับโลกมาอย่างยาวนาน เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับและสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ที่ผ่านมาบริษัทมีองค์กรพาร์ทเนอร์ระดับโลกที่ล้วนเป็นผู้นำในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วมในอีโค่ซิสเต็มที่ผสานศัภยภาพไร้ขีดจำกัดและสร้าง Share Values ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นตลาดสำคัญและมีมูลค่าสูงสุด

ขณะที่สยามพิวรรธน์มีความเชี่ยวชาญในการดูแลกลุ่มลูกค้า High-Net-Worth จากทั่วโลก และมีฐานสมาชิก ONESIAM ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าระดับบนที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมียอดจับจ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครั้ง และมียอดใช้จ่ายต่อปีมากกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า ซึ่งสะทัอนให้เห็นถึงพลังการจับจ่ายของลูกค้าระดับบนได้เป็นอย่างดี

เป้าหมายสำคัญของการสร้าง Global Privilege Partnership ในปีนี้ คือ การยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Luxury Destination มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Global Luxury Ecosystem เชื่อมต่อระบบนิเวศธุรกิจลักชูรีอย่างไร้รอยต่อสำหรับลูกค้ากลุ่ม Ultra-HNWIs ผ่านการบูรณาการฐานข้อมูลและสิทธิประโยชน์ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อมอบเอกสิทธิ์สูงสุดที่เหนือความคาดหมาย”

“การจับมือกับ 4 พันธมิตรระดับโลกในครั้งนี้ เราไม่ได้มองแค่การเพิ่มจำนวนลูกค้า Ultra High Net Worth แต่ต้องการทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้อยู่กับเราในระยะยาว เป้าหมายสำคัญคือการเป็นแพลตฟอร์มที่ดูแลไลฟ์สไตล์ของฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ทั้งหมด”

นางสาวนาดา รูวีแยร์ ในฐานะประธาน INSIGNIA ผู้ให้บริการดูแลสมาชิกมหาเศรษฐีระดับโลก ซึ่งมีเครือข่ายลูกค้า Ultra High Net Worth ทั่วโลก กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางลักชัวรี (Luxury Destination) อันดับต้นของโลก ไม่ใช่เฉพาะในเอเชียเท่านั้น

“หากมองในมุมลักชัวรี ประเทศไทยกำลังกลายเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค สิงคโปร์แข็งแกร่งเรื่องระบบการเงินและ Family Office ส่วนเวียดนามเป็นตลาดใหม่ที่ต้องจับตา แต่ในแง่ Luxury Lifestyle ตอนนี้ประเทศไทยคือศูนย์กลางสำคัญ”

นางสาวนาดา ยังกล่าวด้วยว่าปัจจุบันบริษัทดูแลลูกค้า Ultra High Net Worth ราว 700 ครอบครัวทั่วโลก และในจำนวนนี้ประมาณ 100 ครอบครัว ที่ถือบัตรสมาชิกระดับสูงสุดของบริษัทหรือมีสินทรัพย์ขั้นต่ำ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,000 ล้านบาท โดยลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

“คนกลุ่มนี้ต้องการความเงียบ ความเป็นส่วนตัว และการดูแลแบบไร้รอยต่อ สิ่งสำคัญคือทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด นอกจากนี้แนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวระดับบนจากตะวันออกกลาง เดิมช่วงวันหยุดลูกค้ากลุ่มนี้มักเดินทางไปยุโรปตอนใต้ แต่ปีนี้กลับเลือกเดินทางเข้าไทยและเอเชียมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย กำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของลูกค้าลักชัวรีระดับโลก”

นางสรัลธร ยังย้ำด้วยว่า “Borderless Privilege” จะไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางลักชัวรีของภูมิภาค ผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก เพื่อรองรับการใช้ชีวิตแบบไร้พรมแดนของกลุ่ม Ultra High Net Worth

“นี่คือก้าวสำคัญของรีเทลไทย เป็นการสร้าง Borderless Growth ที่ไม่ได้มองแค่ยอดขาย แต่คือการดึงเม็ดเงินมหาศาลจากลูกค้าศักยภาพสูงทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย และทำให้ไทยกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญของตลาดลักชัวรีโลก”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน