กนอ. ปรับแผนท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 มูลค่า 93,625 ล้านบาท รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งอนาคต คาด 2 เดือนพีดีพีแล้วเสร็จเริ่มดำเนินโครงการได้ทันที

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้า โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่าทั้งหมดประมาณ 93,625 ล้านบาท เป็นการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ

โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

ส่วนช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C ซึ่งยอมรับว่าโครงการมีความความล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (พีพีพี) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก รองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาด พลังงานไฮโดรเจน โซล่าร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

“โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ยังคงเดินหน้าตามแผน ภาคเอกชนบางส่วนได้เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการถมทะเลแล้ว ซึ่งการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost เอกชนจะได้ประโยชน์จากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า”

ขณะเดียวกัน เรายังเดินหน้าดูแลผลกระทบต่อชุมชนประมงในพื้นที่ โดยได้จ่ายเงินเยียวยารอบแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังมีบางกลุ่มที่เห็นว่ายังได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประมง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน