พิพัฒน์ บุกสงขลา สั่งสร้างอุโมงค์“บาโรย-ทุ่งตำเสา” พลิกโฉมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้

7 มิ.ย.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำทีมผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานจากเหตุอุทกภัยปี 2568 พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับโครงข่ายคมนาคมเชื่อม 2 ฝั่งทะเล (อันดามัน – อ่าวไทย) ชูไฮไลต์โครงการอุโมงค์ “บาโรย – ทุ่งตำเสา” ที่จะเข้ามาพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่างอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีคณะผู้บริหารร่วมเดินทาง ประกอบด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายษฐา ขาวขำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, นายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ, ดร.รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีฯ, นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงฯ และนายปิยะพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง โดยได้รับการต้อนรับจาก นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้นำท้องถิ่น ส.ส.ในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน ณ บริเวณสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้ลงตรวจจุดที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปี 2568 บริเวณสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา ทางหลวงหมายเลข 4145 (ตอน คลองแงะ – บาโรย) ซึ่งปัจจุบันกรมทางหลวงได้นำสะพานแบริ่งมาติดตั้งเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชนสัญจรได้ชั่วคราว กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ได้เร่งรัดการทำงานเพื่อคืนพื้นที่ผิวจราจรให้กับชาวบ้านให้ได้เร็วที่สุด และได้เตรียมเสนอของบประมาณปี 2570 เพื่อมาก่อสร้างสะพานให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงขอให้พี่น้องชาวตำบลคลองแงะ และพื้นที่บาโรยเชื่อมั่นได้ว่าภายในปี 2570 สะพานแห่งนี้จะเสร็จสมบูรณ์อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ขับเคลื่อนโครงการเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อจังหวัดสงขลา สตูล และปัตตานี (Missing Link) ผ่านทางหลวงหมายเลข 4145 และ 4137 ระยะทาง 19.8 กิโลเมตร โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การก่อสร้างอุโมงค์ความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะลดระยะทางเดินทางได้ถึง 50-60 กิโลเมตร และประหยัดเวลาได้กว่า 40 นาที ในการเดินทางจาก ต.บาโรย จ.สงขลา ถึง ต.ทุ่งตำเสา จ.สตูล

“ถนนเส้นนี้เป็นความหวังของประชาชนมาไม่น้อยกว่า 40 ปี ผมในฐานะที่ได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในยุคนี้ หากเส้นทางนี้สำเร็จ พี่น้องจาก อ.สะเดา หรือนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ที่จะไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปากบาราหรือตำมะลัง จ.สตูล จะประหยัดเวลาการเดินทางได้อย่างมหาศาล” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ กรมทางหลวงจะดำเนินการศึกษาและออกแบบอย่างรัดกุม โดยจะใช้เทคโนโลยีการเจาะอุโมงค์ลอดผ่าน ซึ่งเป็นวิธีที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุด เพื่อความสบายใจของพี่น้องประชาชนและสังคมโลก พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกร่วมกันให้โครงการนี้ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเป็นเส้นทางเชื่อมจังหวัดที่ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียสู่หมู่เกาะตะรุเตา เกาะเภตรา และเกาะหลีเป๊ะ รวมถึงกระตุ้นการค้าชายแดน สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน