ก.ล.ต. เดินหน้าคุมเข้มการกระทำผิดในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 กล่าวโทษคดีอาญา 8 คดี ผู้กระทำผิด 43 ราย ขณะที่สายด่วนแจ้งหลอกลงทุนรับเรื่องพุ่งกว่า 25% แตะ 4,307 ครั้ง พร้อมปิดกั้นบัญชีเข้าข่ายหลอกลงทุน 368 บัญชี และระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลสะสมกว่า 58,000 บัญชี

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยสถิติการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองผู้ลงทุน ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี ก.ล.ต. ได้เร่งดำเนินการกับผู้กระทำผิดในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของคดีอาญา มาตรการลงโทษทางแพ่ง และการปราบปรามขบวนการหลอกลงทุนออนไลน์

สำหรับการดำเนินคดีอาญา ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวนรวม 8 คดี มีผู้กระทำความผิด 43 ราย ซึ่งเป็นฐานความผิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์/สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ การสร้างราคา 1 คดี ผู้กระทำความผิดรวม 21 ราย
การทุจริต 1 คดี ผู้กระทำความผิด 1 ราย และประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 6 คดี ผู้กระทำความผิดรวม 21 ราย

ด้านมาตรการลงโทษทางแพ่ง คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติใช้มาตรการทางแพ่งกับผู้กระทำผิด 3 คดี จำนวน 6 ราย เป็นฐานความผิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์/สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ การสร้างราคา และการใช้ข้อมูลภายใน/การเปิดเผยข้อมูลภายใน

ในช่วงเดียวกัน มีผู้กระทำผิด 27 ราย จาก 7 คดี เข้าทำบันทึกยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง ส่งผลให้มีการชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 663 ล้านบาท และชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดอีก 519.4 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 1,182 ล้านบาท โดยเงินดังกล่าวถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินผ่านกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งในปี 2560 จนถึงสิ้นเดือนพ.ค. 2569 มีผู้กระทำผิดรวม 343 ราย จาก 88 คดี ที่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว คิดเป็นค่าปรับทางแพ่งสะสม 2,826 ล้านบาท และชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดอีก 977 ล้านบาท ซึ่งเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด เป็นรายได้แผ่นดินที่ ก.ล.ต. นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว

สำหรับคดีที่ผู้กระทำผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้มีหนังสือให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีผู้กรทำความผิดต่อศาลแพ่ง แพ่ง เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ

โดย ณ 31 พ.ค. 2569 มีคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 6 คดี (ศาลชั้นต้น 1 คดี และศาลอุทธรณ์ 5 คดี) ซึ่งศาลพิพากษาให้ ก.ล.ต. ชนะคดีทั้งหมด และกำหนดบทลงโทษในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ยังมีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอีก 19 คดี คดี แบ่งเป็น 10 คดี อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และ 9 คดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์

ในด้านการป้องกันภัยหลอกลงทุน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” โทรศัพท์ 1207 กด 22 โดยก.ล.ต.ได้รับแจ้งเบาะแสหลอกลงทุนและให้คำปรึกษารวม 4,307 ครั้งในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค. 2569 เพิ่มขึ้นมากกว่า 25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

จำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุน 3,939 ครั้ง เพิ่มขึ้นถึง 208% จาก 1,279 ครั้งในช่วงเดียวกันของปี 2568 สะท้อนว่าประชาชนตื่นตัวและขอคำแนะนำเกี่ยวกับภัยการลงทุนออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ได้ประสานผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและหน่วยงานภาครัฐเพื่อปิดกั้นช่องทางหลอกลงทุนจำนวน 368 บัญชี โดยแพลตฟอร์มสามารถดำเนินการปิดกั้นได้ครบ 100% ภายในระยะเวลา 7 นาทีถึง 48 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเดินหน้าปราบปรามบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้ระงับบัญชีที่เข้าข่ายเป็นบัญชีม้าสะสมแล้ว 58,006 บัญชี เพิ่มขึ้นจาก 47,692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568

ก.ล.ต. ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ควบคู่กับการคุ้มครองผู้ลงทุนและป้องกันการนำระบบการเงินไปใช้ในทางมิชอบ ท่ามกลางสถานการณ์การหลอกลวงทางการเงินที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. เปิดเผยว่าล่าสุด ก.ล.ต.เตรียมออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ฯ (IPO) กับสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉพาะข้อบังคับที่กำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในและคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อป้องกันกรณีทุจริตหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม

โดยคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ด้านความรู้ โดยต้องมีใบรับรอง วุฒิบัตรผู้ประกอบวิชาชีพเป็นผู้ตรวจสอบภาย CIA, IAP และ CPIAT เป็นต้น และ 2.ต้องมีประสบการณ์การทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะด้านตรวจสอบภายในอย่างน้อยกว่า 3 ปี

ส่วนความคืบหน้าหลักเกณฑ์ใหม่ เบื้องต้นคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ได้อนุมัติหลักการ แล้ว ลำดับถัดไป ก.ล.ต.จะเร่งประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเติม โดยคาดว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะเปิดรับฟังความคิดเห็นกับหน่วยงานผู้เกี่ยวข้อง (เฮียริ่ง) ภายในเดือน มิ.ย.นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้

ขณะที่ ก.ล.ต.ยังเตรียมออกแนวทางปฏิบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เพื่อยกระดับกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบข้อเท็จจริง (CDD) ให้เข้มข้นมากขึ้น อาทิ กรณีที่เป็นนิติบุคคล โบรกเกอร์ต้องตรวจสอบว่าเจ้าของที่แท้จริงคือใคร มีทุนจดทะเบียนเท่าใด และการขอวงเงินซื้อขายหุ้นมีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบแหล่งเงินทุนที่นำมาลงทุนว่ามาจากไหน

โดย ก.ล.ต.ได้หารือกับผู้ประกอบธุรกิจโบรกเกอร์ เพื่อปรับกลไกการตรวจสอบให้มีความรัดกุมมากขึ้น และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ส.ค.ปีนี้

“สาเหตุสำคัญที่มีการออกแนวทางปฏิบัติในเรื่อง KYC/CDD ในครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้สังเกตเห็นวิวัฒนาการของผู้กระทำผิดในด้านการฟอกเงินหรือการเปิดบัญชีม้า จากสมัยก่อนที่เริ่มจากธนาคาร โดยหลอกให้โอนเงินเข้าธนาคารแล้วถอนเงินออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น หลังจากนั้นจึงเริ่มพบพฤติกรรมดังกล่าวในตลาดคริปโต และต่อมาเริ่มเห็นสัญญาณการเข้ามาทำรายการในฝั่งตลาดหุ้นมากขึ้น”

นายเอนกกล่าวและว่า นอกจากนี้วิธีการทำธุรกิจของโบรกเกอร์ที่สามารถเปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ขั้นตอนการทำความรู้จักลูกค้า หรือการตรวจสอบอาจไม่รอบคอบรัดกุมเพียงพอ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน