เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโลเผยฐานผู้ป่วยต่างชาติ 5 เดือนแรกปีนี้เติบโต 30% หลังกลุ่มยุโรปและสหรัฐฯ ย้ายเข้ามาพำนักและทำงานในไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่บริการสุขภาพเชิงป้องกันเติบโตต่อเนื่อง หนุนสัดส่วนรายได้ Preventive Care ขยับจาก 30% เป็น 40-45% พร้อมตั้งเป้าดันแตะ 50% ภายใน 3 ปี สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพก่อนเจ็บป่วยมากขึ้น
นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เปิดเผยว่าในปี 2569 ภาพรวมกลุ่มโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ยังคงได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้ใช้บริการต่างชาติ โดยเฉพาะลูกค้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ Safe Zone ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ส่งผลให้มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาพำนัก ทำงาน และใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หากไม่รวมผลกระทบจากตลาดกัมพูชาและตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและข้อจำกัดด้านการเดินทาง พบว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติของเครือพญาไท–เปาโลในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่ขยายตัวประกอบด้วยชาวสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากฐานลูกค้าต่างชาติอย่างจีน เมียนมา
“แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยจากกัมพูชาจะลดลงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่การเติบโตของผู้ป่วยจากยุโรปและอเมริกาสามารถเข้ามาชดเชยได้ในระดับใกล้เคียงกัน โดยแต่ละโรงพยาบาลในเครือจะมีโครงสร้างฐานลูกค้าต่างชาติแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับทำเลและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน”
สำหรับพฤติกรรมการเข้ารับบริการของผู้ป่วยต่างชาติ พบว่ามีความหลากหลายตามสัญชาติ โดยกลุ่มลูกค้าชาวจีนยังนิยมบริการด้านเวชศาสตร์ความงาม การให้วิตามินทางหลอดเลือด และบริการสุขภาพเชิงไลฟ์สไตล์ ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยจากเมียนมามักเดินทางเข้ามารักษาโรคซับซ้อนที่ประเทศต้นทางยังมีข้อจำกัดในการรักษา เช่น โรคหัวใจ โรคสมอง โรคกระดูก และโรคเฉพาะทางต่าง ๆ
นายศุภกรยังกล่าวถึงภาพรวมการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปีนี้ โดยเฉพาะโรคติดต่อและโรคตามฤดูกาล เนื่องจากประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากขึ้น ทั้งการฉีดวัคซีนและการตรวจสุขภาพเชิงรุก ส่งผลให้อัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลจากโรคไข้หวัดและโรคระบาดตามฤดูกาลลดลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรคที่มีความจำเป็นต้องรักษา เช่น การผ่าตัด โรคหัวใจ โรคทางเดินอาหาร หรือโรคเฉพาะทางต่างๆ ยังคงมีความต้องการรักษาในระดับปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากเป็นบริการที่มีความจำเป็นทางการแพทย์
โดยในส่วนของเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือรวม 12 แห่ง และมีฐานผู้ใช้บริการรวม 3.8 ล้านราย โดยตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลและออนไลน์เฉลี่ย 5-10% ต่อปี เนื่องจากช่องทางออนไลน์สามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่และสร้างลูกค้าใหม่ได้มากกว่าช่องทางออฟไลน์อย่างชัดเจน โดยลูกค้าที่เข้ามาผ่านช่องทางออนไลน์กว่า 30% เป็นลูกค้าใหม่ ขณะที่ผู้ใช้บริการที่เดินเข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลโดยตรงกว่า 90% ยังคงเป็นลูกค้าเดิม ส่งผลให้แพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายฐานผู้ใช้บริการ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตคือความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ด้านสุขภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการวัคซีน ตรวจสุขภาพ และแพ็กเกจดูแลสุขภาพต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุดเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ได้ร่วมกับ Shop.BeDee แพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลในการนำเสนอสินค้าและบริการให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ซี่งถือเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาเสริมกัน
โดยโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือ ขณะที่ Shop.BeDee มีความแข็งแกร่งด้านแพลตฟอร์มดิจิทัล และความร่วมมือในครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนลูกค้าใหม่จากช่องทางออนไลน์ที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 20-30% จะสามารถขยับขึ้นสู่ระดับ 40-50% ได้ในอนาคต
“โครงสร้างผู้ใช้บริการออนไลน์ของเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ในปัจจุบันพบว่ากลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ Gen Y อายุประมาณ 30-45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลทั้งบุตรและพ่อแม่ หรือที่เรียกว่า แซนวิช เจนเนอเรชั่น ทำให้มีความต้องการซื้อบริการวัคซีนและโปรแกรมตรวจสุขภาพให้กับสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
ขณะที่กลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับบริการด้านสุขภาพจิต การจัดการความเครียด ภาวะหมดไฟในการทำงาน และบริการด้านความงามมากขึ้น ส่วน Gen X มุ่งเน้นการตรวจสุขภาพเชิงลึกและติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
นอกจากนี้เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ยังเร่งผลักดันบริการสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Preventive Healthcare ให้กลายเป็นรายได้หลักขององค์กรในอนาคต โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอยู่ที่ประมาณ 40-45% เพิ่มขึ้นจากระดับ 30% ในอดีต ขณะที่รายได้จากการรักษาโรคอยู่ที่ประมาณ 55-60%
“เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก Preventive Care ให้แตะระดับ 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับนโยบายของเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ที่ต้องการเปลี่ยนบทบาทของโรงพยาบาลจากการรักษาผู้ป่วยหลังเกิดโรค มาเป็นการดูแลสุขภาพประชาชนก่อนการเจ็บป่วย”
นายศุภกรยังกล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติ และการขยายตัวของบริการสุขภาพเชิงป้องกัน ขณะเดียวกันความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล บริษัทประกัน และองค์กรภาคธุรกิจ จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชน
ด้านเป้าหมายรายได้ปี 2569 กลุ่มพญาไท–เปาโลตั้งเป้าเติบโตประมาณ 5% จากรายได้ปีก่อนที่อยู่ราว 28,000 ล้านบาท แม้จะยังเผชิญผลกระทบจากฐานผู้ป่วยกัมพูชาที่ชะลอตัว แต่เชื่อว่าการเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติจากประเทศอื่น รวมถึงการขยายบริการสุขภาพเชิงป้องกัน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจในระยะต่อไป
ด้านนายศิวดล มาตยากูร กรรมการผู้จัดการ BeDee power by BDMS กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกำลังพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Health Commerce” ซึ่งมีความแตกต่างจากอีคอมเมิร์ซทั่วไป เพราะการเลือกซื้อสินค้าและบริการด้านสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงข้อมูลสุขภาพและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้วย
นายศิวดล กล่าวอีกว่าแพลตฟอร์ม Shop.BeDee ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเลือกแพ็กเกจสุขภาพด้วยตนเอง แต่ยังสามารถนำข้อมูลด้านสุขภาพและองค์ความรู้ทางการแพทย์มาช่วยแนะนำแพ็กเกจที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ด้วย
นอกจากนี้ ความร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำแพ็กเกจสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีทางเลือกมากขึ้น