ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยไตรมาส 1/69 การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติทั่วประเทศลดลง 17.9% จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกำลังซื้อจีนอ่อนแรง ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองกลับขยายตัวโดดเด่น อุปทานเพิ่ม 34.2% มูลค่าทะยาน 99.4% แตะ 1.2 ล้านล้านบาท โดยคอนโดมือสองเป็นกลุ่มเติบโตสูงสุด
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 พบสัญญาณที่น่าสนใจจาก 2 ตลาดสำคัญ คือ ตลาดคอนโดมิเนียมของผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองกลับขยายตัวอย่างโดดเด่น ทั้งด้านอุปทานและการโอนกรรมสิทธิ์ สะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคและนักลงทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
รายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติทั่วประเทศ พบว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ชาวต่างชาติจำนวน 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 13,464 ล้านบาท ลดลง 17.9% และมีพื้นที่รวม 141,644 ตร.ม. ลดลง 13.8%
REIC ระบุว่า การชะลอตัวดังกล่าวเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศจีนและข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ส่งผลให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติบางส่วนชะลอการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะชาวจีนซึ่งยังคงเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของตลาดคอนโดมิเนียมไทย
ในไตรมาสแรก ชาวจีนมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 906 หน่วย มูลค่า 3,493 ล้านบาท ลดลง 38.8% ในด้านจำนวนหน่วย และลดลง 42.9% ในด้านมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รัสเซียยังคงเป็นกลุ่มผู้ซื้อสำคัญอันดับ 2 โดยมีจำนวนโอน 383 หน่วย มูลค่า 1,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% และ 68.7% ตามลำดับ
ส่วนชาวอินเดียแม้มีจำนวนโอนไม่มากนัก แต่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุดอยู่ที่ 5.6 ล้านบาท และมีขนาดห้องเฉลี่ย 67.8 ตร.ม.ต่อหน่วย สวนทางกับตลาดคอนโดของชาวต่างชาติ
สำหรับภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศกลับขยายตัวอย่างชัดเจน โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายรวม 242,729 หน่วย เพิ่มขึ้น 34.2% จากปีก่อน และมีมูลค่ารวม 1.196 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 99.4%
ผู้ประกาศขายรายใหญ่ที่สุดยังเป็นกลุ่มบุคคลธรรมดาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีจำนวนทรัพย์ประกาศขาย 94,575 หน่วย คิดเป็น 39% ของตลาด และมีมูลค่ารวมกว่า 904,140 ล้านบาท หรือคิดเป็น 75.5% ของมูลค่าทรัพย์ประกาศขายทั้งหมด สะท้อนการนำทรัพย์เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า บ้านเดี่ยวยังคงเป็นสินค้าที่มีการประกาศขายมากที่สุด จำนวน 99,279 หน่วย คิดเป็น 40.9% ของตลาด รองลงมาคือห้องชุด 70,993 หน่วย และทาวน์เฮ้าส์ 63,552 หน่วย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือห้องชุด หรือคอนโดมือสอง ซึ่งมีจำนวนประกาศขายเพิ่มขึ้นถึง 124.6% และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 343.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเพิ่มขึ้นของอุปทานคอนโดมิเนียมในตลาดอย่างชัดเจน
ด้านระดับราคา พบว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ยังมีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็น 25.4% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด แต่ในเชิงมูลค่า ตลาดเติบโตจากกลุ่มทรัพย์ระดับราคาสูง โดยเฉพาะทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 143.7% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 164.1%
พื้นที่ที่มีการประกาศขายสูงสุดยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ โดยกรุงเทพมหานครมีจำนวนทรัพย์ประกาศขายมากที่สุด 70,495 หน่วย คิดเป็น 29% ของทั้งประเทศ และมีมูลค่าสูงถึง 701,250 ล้านบาท หรือ 58.6% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ด้านอุปสงค์ของตลาดมือสองยังคงขยายตัว โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ 48,446 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.8% จากปีก่อน และมีมูลค่าการโอนรวม 93,335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7%
บ้านเดี่ยวยังคงเป็นประเภทที่มีการโอนมากที่สุด คิดเป็น 41.6% ของการโอนทั้งหมด รองลงมาคือห้องชุด 25.6% และทาวน์เฮ้าส์ 21.6% โดยการโอนเพิ่มขึ้นในทุกประเภท ขณะที่กลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทยังคงเป็นตลาดหลักของผู้ซื้อ คิดเป็นกว่า 86% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด
REIC มองว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยมือสองในช่วงต้นปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน ทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดมือสองในฐานะทางเลือกสำคัญของผู้บริโภคในภาวะที่กำลังซื้อยังมีข้อจำกัด ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมต่างชาติยังต้องติดตามปัจจัยเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของกำลังซื้อจากจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะต่อไป