พาณิชย์จังหวัด เสนอ 5 โครงการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน “Smart Commerce” ต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำเทคโนโลยี AI พร้อมบูรณาการทุกส่วน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดกิจกรรมนำเสนอแผนงานเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการจัดโครงการฝึกอบรม “หลักสูตรการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน” ให้แก่พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดหลัก “เศรษฐกิจการค้าไทยเข้มแข็ง เป็นธรรม เติบโตอย่างยั่งยืน” (MOC+)

โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานแบบมองจากผลลัพธ์ย้อนกลับ เริ่มต้นจากความต้องการและปัญหาของประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นตัวตั้ง แล้วจึงนำ AI และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Data Analytics) มาออกแบบนวัตกรรมการบริการเชิงรุก

ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายการทำงานแก่พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศและรับฟังการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้แทนพาณิชย์จังหวัด จำนวน 5 กลุ่มโครงการหลัก

โดยมี นางสาวปิยนุช วุฒิสอน และนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมรับฟัง ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ในโอกาสนี้ ตัวแทนพาณิชย์จังหวัดได้นำเสนอโครงการเชิงลึกแบบบูรณาการร่วมกันทั่วทั้งกระทรวงพาณิชย์ (One Ministry) ดังนี้

1. การบริหารจัดการข้าวไทย ทันสมัย แม่นยำ (Smart Rice Ecosystem)

พลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวไทยทั้งระบบภายใต้แนวคิด “ตลาดนำการผลิต” โดยนำ AI และ Data Analytics มาร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อคาดการณ์ผลผลิต พฤติกรรมผู้บริโภค และความต้องการของตลาดโลกล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ผ่านแพลตฟอร์ม Thai Rice Digital Marketplace และ Market Intelligence Platform

พร้อมพัฒนาระบบ AI Chatbot คอยให้บริการข้อมูลเกษตรกรตลอด 24 ชั่วโมง มุ่งเปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูกสู่ข้าวอัตลักษณ์ระดับพรีเมียม (Premium Rice Business) ที่เชื่อมโยงระบบตรวจสอบย้อนกลับ (QR Code Traceability) เพิ่มรายได้และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

2. ผ้าทอไทยสู่สากล

แก้ข้อจำกัด (Pain Point) ด้านการตลาดของผ้าไทยชุมชน โดยเน้นการพัฒนาลวดลายผ้าในรูปแบบร่วมสมัยที่ทอได้ง่ายขึ้น และพัฒนา Pattern การตัดเย็บให้เหมาะสมต่อการสวมใส่ได้จริงในทุกโอกาส (Everyday Wear)

ตลอดจนส่งเสริมการทำ Co-Branding หรือ Collaboration ร่วมกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น และโรงแรมชั้นนำ พร้อมการใส่ Storytelling เล่าเรื่องราวอันมีเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าทางพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ

3. Fruit Connect to Future Food สู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมต่อระบบข้อมูลและการบริหารจัดการผลไม้เศรษฐกิจไทย อาทิ ทุเรียน แก้ไขปัญหาราคาผันผวนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงกลางน้ำ และใช้ AI Dashboard มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการตลาดปลายน้ำ

เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมผลไม้แปรรูปขั้นสูง (Future Food Innovation) เช่น แป้งทุเรียน (Durian Flour) ทุเรียนฟรีซดราย (Freeze Dried) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และสารสกัดเพื่อสุขภาพ (Nutraceutical) เพื่อขยายโอกาสการลงทุนและขยายสู่ตลาดโลก

4. Local to Global : สินค้าไทยจากชุมชน สู่ชั้นวางระดับโลก

ยุทธศาสตร์สร้างสะพานเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อย (SME และ Micro SME) ที่เปราะบางกว่า 2.26 ล้านรายทั่วประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม MOC Matching Platform โดยเป็นการประสานพลังแบบ “พาณิชย์จังหวัด (ต้นน้ำ) x ทูตพาณิชย์ (ปลายน้ำ) x ภาคเอกชน” คัดเลือกสินค้าศักยภาพชุมชน (GI, BCG, Soft Power, Craft, Wellness) มาปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และผลักดันเข้าสู่แพลตฟอร์ม E-Commerce ระดับโลก

อาทิ Amazon, Alibaba และ TikTok ควบคู่กับการจัดโครงการนำร่อง Sandbox 1 จังหวัด 1 ตลาดเป้าหมาย ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายใน 1 ปี

5. การค้าบริการไทย ก้าวไกล ยั่งยืน

เปลี่ยนนิยาม Soft Power ของอาหารและบริการไทยให้กลายเป็น “Trust Power” ที่น่าเชื่อถือในใจคนทั้งโลก โดยการใช้ Gastro-Wellness Economy เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงคุณค่าตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำเกษตรวัตถุดิบคุณภาพและสมุนไพรไทย ไปสู่กลางน้ำอย่างอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และปลายน้ำในภาคบริการอย่างร้านอาหารมาตรฐาน Thai SELECT แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผ่านแผนปฏิบัติการเร่งด่วน “Thai Service Sprint 90 วัน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้กลับสู่ SME และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศได้ร่วมกันคิดนอกกรอบ และนำเสนอแนวทางการทำงานใหม่ ๆ ที่สามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

“ทุกโครงการที่นำเสนอในวันนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญตามนโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันผลักดันแนวคิดดี ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า พาณิชย์จังหวัดทุกแห่งถือเป็น “หน้าต่างและประตูบานแรก” ของการรับรู้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ หากพื้นที่ไม่สามารถสะท้อนข้อมูลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงให้ส่วนกลางรับทราบได้อย่างทันท่วงที ก็อาจทำให้การเข้าไปช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้พาณิชย์จังหวัดทุกแห่งทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งยึดหลักการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งภายในและภายนอกกระทรวง เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

พร้อมกันนี้ ได้ฝากแนวคิดการทำงานตาม “TAM Model” เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย T – Think Big (คิดใหญ่): การคิดเชิงระบบ มองภาพใหญ่ให้ทะลุปรุโปร่ง โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่ชัดเจน A – Act Small (เริ่มจากเล็ก): การเริ่มต้นลงมือปฏิบัติจากจุดเล็กๆ ก่อน เพื่อสร้างเป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) และ M – Move Fast/Right (ขยับให้เร็วและถูกจังหวะ): การปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ให้รวดเร็วทันท่วงที และถูกต้องตามจังหวะเวลา

และต้องมี 3 รู้ โดยเริ่มจาก “รู้ใน” คือ การรู้จักพื้นที่ของตนเองอย่างลึกซึ้ง ทั้งศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหา และโอกาสทางการค้า รวมถึงต้องรู้จักผู้ประกอบการและทรัพยากรในพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถวางแผนการพัฒนาได้อย่างตรงจุด

ประการต่อมา คือ “รู้นอก” หมายถึง การติดตามและทำความเข้าใจบริบทภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แนวโน้มการค้า เทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ หากรู้เฉพาะสถานการณ์ภายในพื้นที่แต่ไม่เข้าใจบริบทภายนอก ก็อาจทำให้การวางแผนและการตัดสินใจขาดประสิทธิภาพ

ส่วนองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ “รู้จังหวะ” หรือการรู้ว่าเมื่อใดควรเดินหน้า เมื่อใดควรชะลอ และเมื่อใดควรปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะการทำงานให้ประสบความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว บางช่วงเวลาอาจต้องเร่งดำเนินการเพื่อคว้าโอกาส ขณะที่บางสถานการณ์อาจจำเป็นต้องชะลอหรือปรับทิศทางเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

“หากเรามีทั้งรู้ใน รู้นอก และรู้จังหวะ ก็จะสามารถดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที” นางศุภจี กล่าว

นอกจากนี้ นางศุภจี ยังได้เน้นย้ำให้บุคลากรกระทรวงพาณิชย์ทุกระดับมุ่งทำงานเชิงรุกเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น แทนการรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยเข้าไปแก้ไข เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด

พร้อมชื่นชมพาณิชย์จังหวัดทุกคนที่ทุ่มเทและตั้งใจนำเสนอแนวคิดโครงการอย่างครบถ้วน และยืนยันว่าหากส่วนกลางสามารถสนับสนุนหรือช่วยเหลือการดำเนินงานในพื้นที่ได้ ก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์ทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้เกิดขึ้นจริง โดยจะใช้โมเดลบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด) และส่วนต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน