CG Capital ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการบริการระดับลักชัวรี หลังโครงการ “InterContinental Residences Bangkok Asoke” มูลค่า 5,500 ล้านบาท ประสบความสำเร็จด้วยยอดจองมากกว่า 60% สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWI) ต่อประเทศไทย แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นายภูมิ จิราธิวัฒน์ Managing Partner และ Co-Founder บริษัท ซีจี แคปปิตอล จำกัด (CG Capital) ผู้บริหารกองทุน Private Equity มูลค่า 10,000 ล้านบาท ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันจากภาวะสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่บริษัทมองการลงทุนในระยะยาว และยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย
“กลุ่มเซ็นทรัล ไม่ว่าจะเป็น CPN, CRC หรือ CG Capital มองการลงทุนแบบระยะยาวแม้เศรษฐกิจจะมีขึ้นลงและผันผวนมากกว่าปกติ แต่ประเทศไทยยังมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งด้านวัฒนธรรม คุณภาพชีวิต และความน่าอยู่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวต่างชาติยังต้องการเข้ามาอยู่อาศัยและลงทุนในประเทศไทย”
Wealth Migration ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายใหม่ของมหาเศรษฐีโลก
นายภูมิระบุว่า หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury คือปรากฏการณ์ Global Wealth Migration หรือการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงทั่วโลก
ข้อมูลจาก Henley & Partners ระบุว่า จำนวน HNWI ที่ย้ายถิ่นฐานทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 51,000 รายในปี 2556 เป็น 142,000 รายในปี 2568 หรือเติบโตถึง 178% ภายในระยะเวลา 12 ปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกลุ่มนักลงทุนระดับโลกที่มองหาประเทศปลายทางใหม่สำหรับการใช้ชีวิตและการลงทุน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังพบว่า ประเทศไทยได้อนุมัติวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) ให้แก่กลุ่ม Wealthy Global Citizens แล้วมากกว่า 6,000 ราย นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา
“ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาวของกลุ่ม HNWI จากทั่วโลก”
InterContinental Residences Bangkok Asoke กวาดยอดขายกว่า 60%
สำหรับโครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke ซึ่งถือเป็น Branded Residence ระดับ Ultra-Luxury ล่าสุดของบริษัท ได้รับการตอบรับอย่างโดดเด่น แม้จะเป็นโครงการอาคารสูงที่เปิดขายในช่วงหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว
ปัจจุบันสามารถปิดการขายได้แล้วมากกว่า 60% จากจำนวนเพียง 88 ยูนิต โดยมียอดซื้อจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติในสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 50:50
นายภูมิกล่าวว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จมาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท เชื่อมต่อได้ทั้งถนนสุขุมวิทและพระราม 4 ความแข็งแกร่งของแบรนด์ InterContinental ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมระดับโลก การออกแบบห้องขนาดใหญ่ในระดับราคาที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับตลาด
“ปัจจุบันโครงการระดับลักชัวรีหลายแห่งเปิดขายที่ 500,000-600,000 บาทต่อตร.ม. แต่โครงการของเรายังคงอยู่ในระดับ 300,000 บาทต่อตร.ม. ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ายังสามารถเข้าถึงห้องขนาดใหญ่ในย่านสุขุมวิทได้”
เทรนด์ใหม่ตลาดลักชัวรี ห้องใหญ่กำลังเป็นที่ต้องการ
นายภูมิ กล่าวว่า หนึ่งในช่องว่างสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบน คือการขาดแคลนยูนิตขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัยจริง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก 25-50 ตร.ม. จำนวนหลายร้อยยูนิตต่อโครงการ ขณะที่ตลาดยังขาดห้องขนาดใหญ่ 2 ห้องนอนมากกว่า 130-140 ตร.ม. และห้อง 3 ห้องนอนมากกว่า 180 ตร.ม.
“เราเห็นว่าความต้องการห้องขนาดใหญ่ยังมีอยู่มาก ทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า เพราะผู้เช่าระดับบนต้องการพื้นที่ใช้สอยที่ใหญ่ขึ้นเช่นกัน”
เดินหน้าลงทุนใหม่หาดลายัน ภูเก็ต
นายภูมิ กล่าวถึงทิศทางการลงทุนของบริษัทโดยในปีนี้เตรียมการขยายพอร์ตการลงทุนโครงการใหม่เพิ่มเติมที่หาดลายัน จังหวัดภูเก็ต โดยจะยังคงเป็น Branded Residences ทั้งคอนโดมิเนียม และวิลล่า ควบคู่กับโรงแรมระดับลักชัวรี
ขณะเดียวกัน โครงการแรกของบริษัทในภูเก็ต ภายใต้ เดอะ สแตนดารด์ เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถขายได้แล้วกว่า 85% และมีกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ้นปีนี้
“เรายังคงมองหาโอกาสลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวศักยภาพอื่น ๆ ของประเทศไทย เพราะเชื่อว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก”
กองทุน 10,000 ล้านบาท ลุยหาโอกาสใหม่ใน Hospitality และ Wellness
นายภูมิกล่าวว่า CG Capital ในฐานะผู้บริหารกองทุน Private Equity มูลค่า 10,000 ล้านบาท ดำเนินกลยุทธ์การลงทุนแบบ Opportunistic Investment หรือการมองหาโอกาสพิเศษที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด โดยบริษัทไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะ Branded Residences แต่พร้อมพิจารณาการลงทุนในโรงแรม โครงการ Wellness หรือสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ
“เรามองทุกโอกาสภายใต้หลัก Highest and Best Use หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้บริโภค นักลงทุน และเศรษฐกิจไทย”
นายภูมิกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ CG Capital ไม่ใช่เพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ผ่านการพัฒนาโครงการคุณภาพสูง การสร้างงานระยะยาว และการยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับโลก
“เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของโลก และจะยังเป็นตลาดสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงในอนาคต การลงทุนทุกโครงการของเราจึงถูกออกแบบบนมุมมองระยะยาว เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ”
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้นายภูมิ ยังเปิดเผยว่า CG Capital จะมีการลงทุนในโครงการ Branded Residence ที่กรุงเทพฯ ซึ่งพัฒนาในที่ดินแบบเช่าระยะยาว (leasehold) อีกด้วย