InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญ 3 แรงฉุด เงินเฟ้อ พันธบัตรยีลด์สูง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน แต่เริ่มเห็น 3 แรงส่งใหม่จาก AI มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสงครามคลี่คลาย หนุนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแบบ U-Shape ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย ปี 2569 เป็น 1.6% และมีโอกาสแตะ 2% หากมาตรการรัฐและการลงทุนด้าน AI เดินหน้าต่อเนื่อง พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลังผ่านหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และ DR23 ที่ขยายครบ 85 หลักทรัพย์ ครอบคลุม 4 ประเทศสำคัญทั่วโลก

โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “แรงฉุด” สู่ “แรงส่ง” ใหม่

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยภายใต้ธีม “Breaking Free from Gravity: ฝ่าแรงโน้มถ่วง มุ่งสู่โอกาสครั้งใหม่” ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญระหว่างปัจจัยกดดันเดิมกับปัจจัยบวกชุดใหม่ที่กำลังก่อตัว

โดยโลกยังเผชิญ 3 แรงฉุดสำคัญ ได้แก่ เงินเฟ้อที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็น 3 แรงส่งใหม่ที่มีบทบาทมากขึ้น ได้แก่ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การคลี่คลายของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากหลายประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกก้าวผ่านช่วงชะลอตัวและสร้างโอกาสการลงทุนรอบใหม่ในระยะข้างหน้า

มองเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแบบ U-Shape

ด้านนายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ทีมวิจัยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวในลักษณะ U-Shape Recovery โดยช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2569 จะยังเผชิญแรงกดดันจาก ต้นทุนการเงินที่อยู่ในระดับสูง ภาคการผลิตยุโรปที่อ่อนแรง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ชะลอลง และการเติบโตแบบ K-Shaped Growth ของจีน ที่ภาคการผลิตและส่งออกเติบโตดี แต่การบริโภคภายในประเทศยังซบเซา

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 4 จากแรงสนับสนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยี การลงทุน AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ

3 ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง

นายปิยศักดิ์ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีมี 3 ประการ ได้แก่

1. ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง

หลังสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลายและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุสกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลง โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบปลายปีอาจปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก

หลายประเทศเริ่มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศไทยมีวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรวมประมาณ 400,000 ล้านบาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้วราว 170,000 ล้านบาท และยังเหลืออีกกว่า 200,000 ล้านบาทที่ต้องติดตามผลต่อการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

3. การลงทุน AI และ Data Center

กระแสการลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูลกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก

ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.6% มีโอกาสแตะ 2%

ทั้งนี้นายปิยศักดิ์ กล่าวว่าอินโนเวสท์เอกซ์ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.6% จากแรงสนับสนุน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การลงทุนใน AI, Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การส่งออกที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกปีนี้เป็นเติบโต 5.6%

ทั้งนี้ หากกระแสการลงทุน AI ยังขยายตัวต่อเนื่อง และเงินลงทุนใหม่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น GDP ไทยอาจเติบโตได้ในกรอบ 1.6-2.0%

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 301 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าและส่งผลกระทบต่อการค้าโลกในระยะต่อไป

มองไตรมาส 3 ตลาดหุ้นผันผวน ก่อนฟื้นตัวในไตรมาส 4

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดการเงินโลกในไตรมาส 3 ยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1. ความขัดแย้งตะวันออกกลาง

แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิง แต่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์อิหร่านยังเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องติดตาม

2. ความเสี่ยงจากเอลนีโญ

มีโอกาสเกิด Very Strong El Niño หรือซูเปอร์เอลณิโญ ซึ่งอาจกระทบกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ

3. นโยบายการค้าของสหรัฐฯ

หลังความสนใจด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกับมาตรการภาษีนำเข้าและนโยบายการค้าอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม มองว่าความเสี่ยงขาล่างของตลาดยังไม่สูงมาก เนื่องจากยังมีแรงสนับสนุนจากการเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุส การลงทุน AI Super Cycle และความคาดหวังต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

AI Super Cycle ยังเป็นธีมการลงทุนหลักของโลก

นายสิทธิชัย กล่าวว่า แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนระยะสั้น แต่ AI Super Cycle ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก ความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI, Cloud, Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ยังแข็งแกร่ง ส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั่วโลก ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง วัฏจักรการเติบโตของ AI ยังมีโอกาสดำเนินต่อไป

ปรับเป้า SET Index ขึ้นเป็น 1,550-1,600 จุด

นายสิทธิชัย กล่าวว่าอินโนเวสท์เอกซ์ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 เป็น 1,550-1,600 จุด จากเดิม 1,500-1,550 จุด เพื่อสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด และคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตประมาณ 20%

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มเข้าใกล้มูลค่าพื้นฐานแล้ว จึงควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าลงทุนแบบกระจายทั้งตลาด

7 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น

ธนาคาร, อิเล็กทรอนิกส์, อาหารและเครื่องดื่ม, โรงแรม, นิคมอุตสาหกรรม, ขนส่ง, สาธารณูปโภค

หุ้นเด่นรับมือความผันผวน

KBANK, CPN, GULF, AOT, ADVANC

ขณะที่หุ้นเด่นในมุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับไตรมาส 3 ยังรวมถึง CENTEL, HANA และ WHA

DR23 ครบ 85 หลักทรัพย์ เปิดประตูลงทุนทั่วโลกด้วยเงินบาท

นายศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์ Head of Proprietary Trading บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า DR23 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ Pain Point หรือโจทย์สำคัญของนักลงทุนไทยในการลงทุนต่างประเทศ โดยนักลงทุนสามารถซื้อขายด้วยเงินบาท ใช้บัญชีหุ้นไทยเดิม ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ ไม่ต้องแลกเงินตราต่างประเทศ

แต่ยังได้รับผลตอบแทนเสมือนถือหุ้นต่างประเทศโดยตรง ทั้งส่วนต่างราคาและเงินปันผล ซื้อขายขั้นต่ำเพียง 1 หน่วย ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่ถึง 10 บาทในบางหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบัน DR23 ขยายจาก 3 หลักทรัพย์ในวันเปิดตัวเมื่อ 1 ปีก่อน สู่ 85 หลักทรัพ

ครอบคลุม 4 ประเทศ ได้แก่สหรัฐฯ 39 หลักทรัพย์ ฮ่องกง 31 หลักทรัพย์ ญี่ปุ่น 11 หลักทรัพย์ และ
จีน 4 หลักทรัพย์

แนะ 3 ธีมลงทุนผ่าน DR23

นายศรัณย์ ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนผ่าน DR23 สามารถแบ่งออกเป็น 3 ธีมหลัก

Stable Income เน้นหุ้นและ ETF ที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและเงินปันผลสูง เช่น HKEX, ETF หุ้นปันผลฮ่องกง และ AIA

Steady Growth เน้นบริษัทชั้นนำที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและเติบโตระยะยาว เช่น Alibaba, Tencent, Nintendo และ Food & Life Companies เจ้าของธุรกิจซูชิสายพานรายใหญ่ของญี่ปุ่น

High Potential เน้นกลุ่ม AI, Semiconductor, Robotics, Data Center, พลังงานสะอาด และแบตเตอรี่ ซึ่งได้รับอานิสงส์จาก AI Super Cycle และนโยบายพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของจีน

มองฮ่องกงเด่นสุดในเอเชีย ญี่ปุ่นฟื้นจากการปฏิรูป จีนเร่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยี

นายศรัณย์ กล่าวว่า ฮ่องกงยังเป็นตลาดที่น่าสนใจที่สุดในเอเชีย เนื่องจากเป็นประตูสู่หุ้นจีน มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก และมีระดับมูลค่าที่ถูกกว่าหุ้นสหรัฐฯ โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ SMIC, Hua Hong Semiconductor, GDS Holdings, Cambricon และ HKEX

ขณะที่ญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ การหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด และการยกระดับธรรมาภิบาล ส่งผลให้หุ้นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Tokyo Electron, Advantest และ Disco มีความโดดเด่น

ส่วนจีนยังเป็นธีมการลงทุนระยะยาวจากการเร่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง

สำหรับสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักของโลกและเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม โดยให้น้ำหนักกับกลุ่ม Magnificent 7, AI Infrastructure, Semiconductor, Cloud และ Data Center

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน