บอร์ดแลนด์บริดจ์ สั่งทบทวนสมมติฐานโครงการใหม่รอบด้าน ตั้ง 3 ประเด็นศึกษาภายใน 90 วัน เตรียมสรุปผลเดือน ส.ค. ก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ได้รับทราบความก้าวหน้าของคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุด และได้สั่งการให้ทบทวนทุกมิติให้เป็นปัจจุบัน กำหนดระยะเวลาศึกษา 90 วัน
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้พิจารณาสมมติฐานที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้ในการประเมินความเหมาะสม โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติม ได้แก่ 1.ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ โดยประเมินปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะเข้ามาใช้บริการจริง
2.การประเมินต้นทุนและประสิทธิภาพโลจิสติกส์ เน้นที่การเปรียบเทียบต้นทุนและระยะเวลาที่ประหยัดได้เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม 3.ความสามารถด้านศักยภาพดึงดูดสายการเดินเรือขนาดใหญ่ และประสิทธิภาพในการถ่ายลำสินค้า ระหว่างเรือขึ้นรถไฟไปยังอีกฝั่งทะเล ซึ่งจะนำกลับมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้
สำหรับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG) คณะอนุกรรมการฯ ได้หารือร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครอบคลุมผลกระทบจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟ และท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดระนอง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นตะกอนจากการขุดลอกร่องน้ำ การสูญเสียพื้นที่ป่า และผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก ทั้งอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่
“หากผลการศึกษาชี้ชัดว่าโครงการมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ จึงจะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณารูปแบบการลงทุนและขนาดของโครงการ ส่วนประเด็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ยังเป็นกระบวนการในระยะถัดไป ไม่ใช่สิ่งที่กำลังพิจารณาในขณะนี้ คาดว่าคณะกรรมการจะสามารถสรุปผลการศึกษาทั้งหมดได้ในช่วงเดือนส.ค.นี้ ก่อนเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี”
สำหรับกรณีที่ นางสาวธม สินสุวรรณ ผู้แทนภาคประชาชนจากเครือข่ายรักษ์ระนอง ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการนั้น นายดนุชากล่าวว่ารู้สึกเสียดายที่ขาดตัวแทนสะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่ แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์การพิจารณา
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการรวบรัดโครงการนั้นไม่เป็นความจริง โดยระบุว่าภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและผู้แทนประชาชนร่วมสังเกตการณ์ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อความโปร่งใสสูงสุด
นายดนุชา ยังเน้นย้ำว่า นอกเหนือจากความคุ้มค่าภายในประเทศแล้ว ยังต้องพิจารณาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่คณะกรรมการฯ นำมาประเมินความเสี่ยง ทั้งในแง่แนวโน้มการค้าโลก ภาวะการชะลอตัวของการขนส่งสินค้า และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อประเทศไทย
ส่วนข้อเรียกร้องให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) คณะกรรมการฯ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดีข้อเสียทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา