“เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์” มองราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐาน แต่มีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย พร้อมประเมินทองคำไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 63,000-65,000 บาทต่อบาททองคำ

นางสาวภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด กล่าวว่าแม้ราคาทองคำโลกจะสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง แต่ภาพรวมในระยะสั้นยังอยู่ในช่วงพักฐาน เนื่องจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคยังคงกดดันให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญยังอยู่ที่การคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยล่าสุดตลาดได้ปรับมุมมองจากเดิมที่คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ เหลือเพียง 1 ครั้งในช่วงเดือนก.ย. ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และยังเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า เงินเฟ้อของสหรัฐอาจผ่านจุดสูงสุดแล้ว หลังราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง จึงต้องติดตามการสื่อสารของเฟดอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะต่อไป

จับตาถ้อยแถลงประธานเฟด-ตัวเลขนอนฟาร์ม

นางสาวภัทรินกล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามมากที่สุดในสัปดาห์หน้า คือ ถ้อยแถลงของประธานเฟด และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐ ซึ่งหากออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ เนื่องจากสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งและเปิดโอกาสให้เฟดเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ แต่หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด จะเป็นแรงสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำ

มุมมองทางเทคนิคยังไม่ยืนยันจบพักฐาน

ในมุมมองทางเทคนิค หากราคาทองคำยังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง ก็ยังมีโอกาสเป็นเพียงการรีบาวด์ระยะสั้นก่อนอ่อนตัวลงอีกครั้ง

แม้บริเวณ 3,950 ดอลลาร์จะเป็นแนวรับสำคัญที่ช่วยให้ราคาฟื้นตัวได้ แต่ยังไม่สามารถตัดโอกาสที่ราคาจะลงไปทดสอบระดับ 3,800 ดอลลาร์ได้ หากปัจจัยพื้นฐานยังเป็นลบ โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หากเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาด หรือเลือกคงอัตราดอกเบี้ย ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำยุติการพักฐานและกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้

ชี้นักลงทุนสถาบันปรับพอร์ตช่วงปิดครึ่งปี

นางสาวภัทรินกล่าวเพิ่มเติมว่า สัปดาห์หน้าตรงกับช่วงปิดเดือน ปิดไตรมาส และปิดครึ่งปี จึงมีโอกาสเห็นแรงปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน ขณะที่กองทุน SPDR ยังขายทองคำสุทธิต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาในระยะสั้น

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ จากการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ แม้ว่าญี่ปุ่นจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วก็ตาม ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าและยังหนุนดัชนีดอลลาร์ให้อยู่ในระดับแข็งแกร่ง

แนะทยอยสะสม มองปลายปีมีลุ้นแตะ 5,000 ดอลลาร์

สำหรับการลงทุนระยะยาว นางสาวภัทรินยังมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ราคาจะปรับฐานลงจากจุดสูงสุดประมาณ 1,500 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 3-4 เดือน แต่เป็นผลจากการปรับขึ้นที่ร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า จึงมองว่าผู้ที่มีเงินลงทุนระยะยาวสามารถทยอยสะสมได้ พร้อมกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว

ส่วนแนวโน้มช่วงปลายปี หากปัจจัยพื้นฐานเอื้ออำนวย โดยเฉพาะหากเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ราคาทองคำโลกมีโอกาสกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าจะสามารถปรับขึ้นถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ประเมินกรอบทองไทย 63,000-65,000 บาท

สำหรับทิศทางราคาทองคำรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2569 ประเมินแนวรับแรกของราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดลงมาให้จับตาบริเวณ 3,950 ดอลลาร์ และหากอ่อนตัวต่ออาจลงไปทดสอบ 3,800 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 4,100-4,150 ดอลลาร์ หากผ่านได้จะมีโอกาสขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,230 ดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวระยะสั้น

ด้านราคาทองคำในประเทศ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 63,000-65,000 บาท หากสามารถผ่านระดับ 65,000 บาทได้ จะเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยยืนยันทิศทางการฟื้นตัวของราคาทองคำไทยในระยะถัดไป

ผลสำรวจชี้ผู้เชี่ยวชาญ-นักลงทุนยังมองทองคำอ่อนตัว

ทางด้านศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยผลสำรวจมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2569 พบว่า ผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำจำนวน 13 ราย โดยส่วนใหญ่ 46% คาดว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะปรับลดลง ขณะที่ 31% มองว่าจะปรับเพิ่มขึ้น และอีก 23% คาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านผลสำรวจนักลงทุนทองคำจำนวน 314 ราย พบว่า 50% คาดว่าราคาทองคำในประเทศจะปรับลดลง ขณะที่ 41% มองว่าจะปรับเพิ่มขึ้น และอีก 9% คาดว่าราคาจะทรงตัวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

รอดูเฟดส่งสัญญาณดอกเบี้ย กำหนดทิศทางราคาทอง

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า คือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังตลาดยังประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายยังแสดงความกังวลว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยังสูงเกินเป้าหมาย 2% ส่งผลให้นักลงทุนยังจับตาสัญญาณจากเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และราคาทองคำในระยะต่อไป

ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยง

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังมีรายงานการโจมตีเรือในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของกระบวนการสันติภาพ แม้ว่าการเจรจาระดับเทคนิคจะเตรียมกลับมาดำเนินการอีกครั้ง โดยมีปากีสถานและกาตาร์เป็นผู้ประสานงาน แต่ความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อราคาน้ำมัน ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ

ลุ้นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชี้ทิศทางตลาด

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI) ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls)

รวมถึงอัตราการว่างงานเดือนมิ.ย. รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจส่งผลต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด และเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน