พาณิชย์ลุยสอบนอมินี สมุย-พะงัน 5 จุด พบที่ตั้งเดียวจดทะเบียนกว่า100บริษัท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วานนี้ (วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี ลงพื้นที่ อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย ตามหมายค้นในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

การปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบจำนวน 34 บริษัท ที่มีพฤติการณ์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยอาจใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (Nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เบื้องต้น ได้ลงพื้นที่ตรวจค้น 5 เป้าหมาย ได้แก่

1. กลุ่มบริษัท J เป็นคดีพิเศษที่ 93/2569 บริษัทดังกล่าวมีพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทน คนต่างด้าวเพื่อถือครองที่ดินและประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยพัฒนาโครงการวิลล่าหรูบนพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร ในตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขายให้ชาวต่างชาติ จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า โครงการดังกล่าวมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะ โดยระบุว่ามีบริษัทสัญชาติจีนเป็นผู้พัฒนาโครงการและปรากฏบทบาทของกรรมการและผู้บริหารสัญชาติจีนในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ

และการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันสถานที่ตั้งของโครงการยังเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกันอีกไม่น้อยกว่า 5 บริษัท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายครบวงจร ทั้งด้านการบริหารจัดการโครงการ การรับเหมาก่อสร้าง การถือครองและการพัฒนาที่ดิน การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา และการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์

การตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า บริษัทต้องสงสัยมีการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลบ่อผุด รวมจำนวน 15 แปลง เนื้อที่รวม 97 ไร่ 3 งาน 88.4 ตารางวา คิดเป็นมูลค่าที่ดินประมาณ 1,567.54 ล้านบาท เบื้องต้นประเมินมูลค่าโครงการราว 1,600 ล้านบาท และคาดว่ามูลค่าที่แท้จริงอาจสูงกว่าหลายพันล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทมีสินทรัพย์รวมตามงบการเงินเป็นจำนวนกว่า 1,692 ล้านบาท และข้อมูลทางการเงินพบว่า มีเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีธนาคารรวมกว่า 1,987 ล้านบาท

โดยส่วนใหญ่เป็นการรับโอนเงินจากต่างประเทศ ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทในเครือ จำนวน 6 บริษัท พบว่ามีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 2,024 ล้านบาท จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ผลการตรวจค้นพบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการถือหุ้น การถือครองที่ดิน บัญชี สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ แบบจำลองโครงการ

รวมถึงข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทกำลังก่อสร้างขึ้นใหม่บริเวณเขาเชิงมน ใกล้สนามบินนานาชาติสมุย และธุรกรรมการเงินจำนวนมาก โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างขยายผลไปยังบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมถึงตรวจสอบการอำพรางโครงสร้างถือครองผ่านนิติบุคคลหลายชั้น

2. สำนักงานกฎหมาย P จากการสอบสวนกรณีนิติบุคคลแห่งหนึ่งในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคดีพิเศษที่ 94/2569 ซึ่งมีคนไทยและนิติบุคคลไทยเป็นผู้ถือหุ้น และมีคนต่างด้าวสัญชาติจีนเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ประกอบกิจการตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง และมีการถือครองที่ดินบนเขาพระในตำบลบ่อผุด จำนวน 5 แปลง มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวมกว่า 300 ล้านบาท

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ถือหุ้นคนไทยและนิติบุคคลไทยเป็นคนกลุ่มเดียวกันและเชื่อว่าเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) โดยมีสำนักงานกฎหมาย P เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงทำการสืบสวนขยายผลพบว่า สำนักงานกฎหมาย P มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลกว่า 150 บริษัท โดยการใช้ชื่อตนเองหรือชื่อของบุคคลใกล้ชิดเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลต่างๆ แทนบุคคลต่างด้าว หรือใช้ชื่อตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไทยเพื่อถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

ในจำนวนนี้มีนิติบุคคลจำนวนกว่า 101 บริษัท ถือครองอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นคิดเป็นมูลค่าตามราคาขณะซื้อขายกว่า 795 ล้านบาท และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเชื่อได้ว่าแหล่งเงินทุนที่แท้จริงเป็นของคนต่างด้าว นอกจากนี้ สำนักงานกฎหมาย P ยังใช้ที่ตั้งของตนเองจดแจ้งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคล จำนวนกว่า 103 บริษัท อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวของสำนักงานกฎหมาย P จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจที่ถูกห้ามตามกฎหมาย

ผลการตรวจค้น พบพยานหลักฐานประกอบด้วยสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งปรากฏชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการ โดยมีเจ้าของสำนักงานกฎหมาย P และบุคคลใกล้ชิดเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 จำนวนมาก รวมถึงเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินใบเสร็จค่าบริการ และเอกสารที่แสดงว่ามีการประกอบธุรกิจประเภทการค้าที่ดิน อันเป็นธุรกิจที่ต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบกิจการ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 94/2569 จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นพยานหลักฐานและจะได้สอบสวนขยายผลต่อไป

3. บริษัท B สืบเนื่องจากการตรวจสอบบริษัทของชาวอิสราเอลที่มีลักษณะเข้าข่ายการใช้ “นอมินี” ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า ณ สถานที่ตั้งเดียวกันยังมีบริษัทในเครืออีกไม่น้อยกว่า 5 บริษัท ซึ่งมีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน โดยหนึ่งในบริษัทดังกล่าวเปิดดำเนินการเป็นสถานที่พักพร้อมโฆษณาเป็นศูนย์บำบัด ศูนย์โยคะเพื่อสุขภาพ และสถานบำบัดรักษาบนเกาะพะงัน

ในการประกอบธุรกิจมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งอำเภอเกาะพะงันได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าสถานประกอบการดังกล่าวได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 หรือไม่

4. บริษัท N ประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวมีกรรมการสัญชาติไทยและมีผู้ถือหุ้นทั้งสัญชาติไทยและอิสราเอล ทุนจดทะเบียน 45,000,000 บาท มีการถือครองที่ดิน 2 ไร่ 2 งาน ทรัพย์สินรวมกว่า 2,000 กว่าล้านบาท พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุนและความสามารถในการชำระค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย เพื่อพิจารณาว่าเป็นการร่วมลงทุนที่แท้จริง หรือเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวอันเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือไม่

5. บริษัท L ประกอบกิจการสร้างที่พักอาศัยและให้เช่าที่พักอาศัย ซึ่งมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นและมีคนต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ มีสินทรัพย์รวมกว่า 330 ล้านบาท และพบว่าบริษัทดังกล่าวมีการถือครองที่ดิน จำนวน 3 แปลง มีมูลค่าขณะซื้อขายกว่า 11 ล้านบาท

และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวพบว่ามีการใช้ที่ตั้งเดียวกันนี้จดแจ้งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคล อีก 6 บริษัท ซึ่งมีคนไทยและคนต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลกลุ่มเดียวกันเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ และหนึ่งในนิติบุคคลนี้มีการถือครองที่ดินอีก 8 แปลง มีมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซึ่งภายในบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นรีสอร์ทและเชื่อว่าเปิดให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานีจากข้อมูลนิติบุคคลพบว่า มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 ถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) มากกว่า 3,500 บรษัท และมีผู้ทำบัญชีเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวน 261 บริษัท ซึ่งการแก้ไขปัญหานอมินีจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

หากพบการใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะร่วมกับทุกหน่วยงานดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยจะดำเนินการมาตรการเชิงรุกเพื่อทั้งป้องกันและปราบปรามการใช้โครงสร้างนิติบุคคลอำพรางการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน