“ไทยสตีลโปรไฟล์” ชี้เกมเหล็กไทยกำลังเปลี่ยน หนุน มอก.ใหม่คุมต้นทางวัตถุดิบ ดันมาตรฐานสู่ระดับสากล ลดความเสี่ยงโครงสร้างก่อสร้าง
นายวิชิต รัตนศิริวิไล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสตีลโปรไฟล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กเส้นรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยว่า การกำหนดมาตรฐานใหม่ที่ให้ใช้เหล็กจากกระบวนการผลิตแบบ Basic Oxygen Furnace (BOF) และ Electric Arc Furnace (EAF) รวมถึงกำหนดให้มีขั้นตอนการปรุงน้ำเหล็ก (Secondary Refining) ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
“คุณภาพของเหล็กเส้นเริ่มต้นจากคุณภาพของเหล็กบิลเล็ต หากวัตถุดิบมีความเสถียรและควบคุมองค์ประกอบทางเคมีได้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เหล็กที่ผ่านการรีดมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับงานก่อสร้าง” นายวิชิตกล่าว
ปัจจุบันผู้ผลิตเหล็กเส้นจำนวนมากในประเทศไทยดำเนินธุรกิจในรูปแบบโรงงานรีด โดยนำเข้าเหล็กบิลเล็ตจากต่างประเทศมาแปรรูปเป็นเหล็กเส้นเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ระบุว่า มีผู้ได้รับใบอนุญาต มอก. เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตกว่า 16 ราย ที่ไม่มีเตาหลอมเป็นของตนเอง และในปี 2568 มีการนำเข้าบิลเล็ตรวมกว่า 1.6 ล้านตัน
ผู้ประกอบการมองว่า มาตรฐานใหม่จะส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความแตกต่างด้านคุณภาพของเหล็กในตลาด และเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับผลเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ มี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก การยกระดับกระบวนการผลิตทั้งระบบ ผ่านการกำหนดเกณฑ์ด้านเทคโนโลยีการหลอมและการควบคุมคุณภาพที่ชัดเจน ช่วยให้ผู้ผลิตมีแนวปฏิบัติร่วมกัน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทย
ประการที่สอง การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน ตั้งแต่วิศวกร ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา ไปจนถึงเจ้าของโครงการ เนื่องจากสามารถมั่นใจได้มากขึ้นว่าเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้างมีคุณภาพสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิคที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของโครงสร้าง
ประการสุดท้าย การลดความเสี่ยงด้านธุรกิจของโรงงานรีดเหล็กและผู้นำเข้าวัตถุดิบ เนื่องจากมีเกณฑ์อ้างอิงที่ชัดเจนในการคัดเลือกบิลเล็ต ช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาข้อพิพาทด้านมาตรฐานและคุณภาพสินค้าในอนาคต
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า แม้มาตรฐานใหม่อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มต้นทุนในการตรวจสอบและคัดเลือกวัตถุดิบมากขึ้น แต่ผลตอบแทนที่ได้รับคือการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด และการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและความต้องการมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้นทั่วโลก การปรับเกณฑ์ มอก. ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนข้อกำหนดทางเทคนิค แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทย เพื่อรองรับการเติบโตของภาคก่อสร้างและการลงทุนในอนาคตอย่างยั่งยืน