เดือนก.พ.2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นโมฆะ ทำให้สหรัฐหันมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 (Section 122) แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ.1974 (Trade Act of 1974) แทน เก็บภาษีนำเข้า 10% จากทั่วโลกรวมถึงไทย เป็นระยะเวลา 150 วัน มีผลตั้งแต่ 24 ก.พ. -24 ก.ค.2569
ก่อนที่มาตรการ 122 จะหมดอายุลง สหรัฐมองหากฎหมายอื่นๆ มาใช้ทดแทน โดยเมื่อเดือนก.พ.2569 ประกาศใช้มาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ.1974 สั่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เปิดสอบสวนไทยและประเทศต่างๆ 2 ข้อหา คือใช้กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity and Production) ใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเครื่องจักร และกล่าวหาว่าไทยมีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวโยงกับแรงงานบังคับ (Forced Labor) เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีรอบใหม่
♦ เจรจา ART กับ “เส้นแดง” ของไทย
ก่อนมาตรา 122 จะหมดอายุ 24 ก.ค.2569 รัฐบาลไทยโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ได้เร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART)ให้จบโดยเร็ว หวังลดแรงกดดันมาตรการการค้ารอบใหม่ เพราะ ART จะเป็นตัวชี้ชะตาอัตราภาษีไทยว่าจะอยู่ที่ 19% หรืออาจพุ่งกลับไป 36%
แม้ว่าไทยจะพยายามยื่นข้อเสนอยอมเพิ่มนำเข้าสินค้าจากสหรัฐทั้งพลังงาน เครื่องบิน สินค้าเกษตร รวมทั้งให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถลงนาม ART กับสหรัฐได้ เพราะยังติดปัญหาเรื่องของสินค้าเกษตรนำเข้า สะท้อนชัดเจนจากคำพูดของนางศุภจีที่ออกมาประกาศกร้าวว่าไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อในการเจรจา หรือ “เส้นแดง” ให้กับสหรัฐเด็ดขาด โดยเฉพาะประเด็นที่ไทยถูกกดดันให้เปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง รวมไปถึงการบังคับให้ยอมรับเงื่อนไขห้ามไม่ให้ค้าขายกับประเทศกลุ่มที่เป็นข้อกังวลของสหรัฐ เช่น จีน
♦ ภาษี12.5%สะท้อนแรงกดดันรอบใหม่
ระหว่างที่การเจรจา ART ยังไม่ได้ข้อยุติ ขณะที่มาตรการเก็บภาษีชั่วคราว 10% กำลังจะหมดอายุ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 USTR เปิดเกมรุกประกาศผลสอบสวน มาตรการ 301 กรณีแรงงานบังคับสั่งเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่ยอมอ่อนข้อเซ็นข้อตกลง ART กับสหรัฐแล้วจะอยู่ในกลุ่มภาษีต่ำ ส่วนไทยอยู่ในกลุ่มภาษีสูง
โดยสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าแบ่งออกเป็น 2 อัตราคือ 1.อัตรา 10% สำหรับประเทศที่ลงนามความตกลง ART แล้วและมีกฎหมาย/มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับใช้แล้ว 14 ประเทศ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย กัมพูชา บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา และสหราชอาณาจักร เป็นต้น 2.อัตรา 12.5% สำหรับประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจา ART และยังไม่มีกฎหมาย/มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับใช้จำนวน 46 ประเทศ อาทิ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย อิรัก คูเวต ลิเบีย โมร็อกโก นิวซีแลนด์ เป็นต้น
แต่สหรัฐยกเว้นภาษีตอบโต้สินค้าไทยสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของสหรัฐ 2,120 รายการโดยระบุไว้ใน Annex I และ Annex II ครอบคลุมมากกว่า 50% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐ อาทิ วงจรรวม HDD ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางพารา แป้งมันสำปะหลัง ผลไม้ มะพร้าว และน้ำตาล ช่วยลดผลกระทบจากมาตรการภาษีต่อผู้ส่งออกไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการรับมือ กำชับให้มีการเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
♦ ภาษี 12.5% ยังไม่ใช่บทสรุป
ขณะที่นางศุภจีออกมาบอกว่า ภาษี 12.5% ยังไม่ใช่มาตรการภาษีสุดท้ายที่สหรัฐจะบังคับใช้กับไทย และแม้ว่าจะถูกเก็บภาษีปมแรงงาน แต่สหรัฐก็ประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าให้กับไทยกว่า 2,120 รายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็น 50% ของการส่งออกไปยังสหรัฐ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐได้
โดยประเด็นที่ไทยต้องเร่งโฟกัสคือการเจรจา ART เพื่อให้ได้ข้อยุติเร็วที่สุด เพื่อควบคุมไม่ให้ภาษีทั้ง 2 ข้อกล่าวรวมกันไม่เกิน 19% รวมทั้งเร่งจัดทำรายการสินค้าที่ไทยจะเสนอขอเพิ่มในรายการที่ได้รับการยกเว้นภาษีให้ได้มากที่สุด
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่าภาษีสหรัฐ 12.5% เพิ่มจากภายใต้มาตรา 122 เดิมเพียง 2.5% และยังเป็นอัตราที่เท่ากับคู่แข่งสำคัญอย่างจีนและเวียดนามเชื่อว่าสินค้าไทยยังแข่งขันได้ แต่ยังต้องจับตาการไต่สวนกำลังการผลิตส่วนเกินซึ่งอาจกระทบการส่งออกสินค้า 3 กลุ่มหลักคือ อิเล็กทรอนิกส์-ยาง-เครื่องจักร
♦ ภาคเอกชนหวั่นผลกระทบต่อคำสั่งซื้อ
สำหรับความเห็นจากภาคเอกชนนั้น นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ภาษี 12.5% ยังไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ แต่รัฐบาลต้องเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานและผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการทบทวนมาตรการในอนาคต
ขณะที่ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ห่วงผลกระทบภาคธุรกิจ เพราะสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย พร้อมเสนอ 4 แนวทางรับมือ ทั้งการกระจายตลาด ยกระดับมาตรฐานแรงงาน เพิ่มมูลค่า-นวัตกรรม และพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อแก้ปัญหาตลาดส่งออกแบบยั่งยืน
ด้านนักวิชาการอย่างนายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียนออกมาแสดงความกังวลเกรงว่าภาษีดังกล่าวอาจจะกระทบคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยใหม่ทันที เสี่ยงสูญตลาดส่งออกไปสหรัฐกว่า 1 ล้านล้านบาท
♦ โจทย์ใหญ่คือ ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’
ระหว่างที่สหรัฐยังไม่ได้ประกาศผลการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ทีมไทยแลนด์เร่งปิดดีล ART ให้จบเร็วที่สุด โดยเมื่อวันที่ 27ส.ค.-ก.ย.2569 กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานแก้ต่างของไทยได้ร่วมคณะทีมไทยแลนด์เดินทางไปเจรจากับ USTR โดยนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ขณะนี้การเจรจา ART คืบหน้าไปแล้ว 60% พร้อมเผยข่าวดีว่าสหรัฐอาจยกเลิกภาษี 12.5% เร็วๆ นี้ เนื่องจาก 25 รัฐสหรัฐได้ยื่นฟ้องศาลการค้าระหว่างประเทศให้ระงับมาตรการเหมือนกับภาษี IEEPA
โจทย์ใหญ่ที่ไทยยังต้องเผชิญคือผลการไต่สวนกำลังการผลิตส่วนเกิน หลังทำเนียบขาวเผยแพร่รายงาน The Great Transshipment Scam ระบุว่าไทยและอีกกว่า 40 ประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งออกผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐ โดยไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม คาดว่าหากสหรัฐประกาศผลไต่สวน และเรียกเก็บภาษีทั้งปมแรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน คาดว่าอัตราภาษีรวมของไทยไม่น่าจะเกิน 19-20%
ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีทั้ง 3 ระลอก ไทยไม่อาจฝากความหวังไว้กับการเจรจาเพื่อลดภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างการค้า ยกระดับมาตรฐานการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และกระจายตลาดส่งออก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง พร้อมเสริมขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจไทยรับมือกับกติกาการค้าโลกที่เข้มข้นขึ้น และเติบโตได้อย่างยั่งยืน