ซีคอน รับสร้างบ้าน เดินหน้าขยายตลาดสู่ภาคตะวันออก เปิด “ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอน บางแสน-ชลบุรี” ศูนย์แห่งที่ 5 รับดีมานด์ในพื้นที่ EEC ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 100 ล้านบาท พร้อมชูจุดแข็งโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตกึ่งสำเร็จรูป 2 แห่ง ประสบการณ์กว่า 65 ปี รับประกันโครงสร้าง 20 ปี ย้ำไม่ทิ้งงานแม้เศรษฐกิจผันผวน พร้อมตรึงราคาขายบ้าน แม้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่ม
นายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน จำกัด ผู้ให้บริการรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่าบริษัทได้เปิด “ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอน บางแสน-ชลบุรี” อย่างเป็นทางการ เพื่อขยายฐานลูกค้าในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถือเป็นศูนย์ให้บริการแห่งที่ 5 ของบริษัท และเป็นการรุกตลาดต่างจังหวัดอย่างจริงจัง หลังจากวางรากฐานธุรกิจในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมานานกว่า 65 ปี โดยวันแรกของการเปิดศูนย์ได้ลูกค้าจองสร้างบ้านทันที 2 หลัง หลังละ 4 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท

“การเลือก จ.ชลบุรี เป็นจุดเริ่มต้น เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มีฐานประชากรขนาดใหญ่ และได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในโครงการ EEC ทั้งสนามบินอู่ตะเภา รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ตลอดจนการลงทุนด้าน Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หลายหมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคต”
นายมนู กล่าวและว่าแม้ที่ผ่านมา ซีคอนจะเคยเข้ามาทำตลาดในจังหวัดชลบุรีแล้ว แต่ในช่วงเวลานั้นบริษัทยังไม่พร้อม จึงกลับไปสร้างฐานธุรกิจในกรุงเทพฯ ก่อน กระทั่งปัจจุบันมีทั้งประสบการณ์ บุคลากร และระบบการผลิตที่แข็งแกร่ง จึงตัดสินใจกลับมารุกตลาดภาคตะวันออกอีกครั้ง
ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 100 ล้านบาท รับรู้รายได้จริง 50-60 ล้านบาท
บริษัทตั้งเป้ายอดขายในพื้นที่ EEC ปีแรกไว้ที่ 100 ล้านบาท หรือเติบโตเกือบเท่าตัวจากฐานเดิม โดยคาดว่าจะรับสร้างบ้านประมาณ 20 หลังต่อปี ขณะที่รายได้ที่รับรู้ในปีแรกจะอยู่ราว 50-60 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจรับสร้างบ้านจะทยอยรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าของงานก่อสร้าง ไม่ได้รับรู้เต็มมูลค่าสัญญาทันที
“ก่อนเปิดศูนย์แห่งใหม่ที่ชลบุรี ซีคอนก็มีงานรับสร้างบ้านในภาคตะวันออกอยู่แล้วประมาณ **15-20 หลังต่อปี ครอบคลุมชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด คิดเป็นมูลค่างานประมาณ 50-60 ล้านบาทต่อปี หรือราว 5% ของยอดขายรวมบริษัทที่อยู่ระดับ 1,100-1,200 ล้านบาทต่อปี”
สำหรับระดับราคาบ้านในพื้นที่ชลบุรีเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 ล้านบาทต่อหลัง ขณะที่ตลาดกรุงเทพฯ มีความหลากหลายมากกว่า โดยบริษัทรับสร้างบ้านตั้งแต่ระดับ 2 ล้านบาท ไปถึง 50 ล้านบาท และมีราคาเฉลี่ยประมาณ 6 ล้านบาทต่อหลัง

มั่นใจศักยภาพ EEC หนุนดีมานด์สร้างบ้านระยะยาว
นายมนู กล่าวว่า การขยายมายัง EEC ไม่ได้มองเพียงจังหวัดชลบุรี แต่ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจทั้งระยอง ฉะเชิงเทรา รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างจันทบุรีและตราด ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก
บริษัทเลือกใช้ชื่อ “ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอน บางแสน-ชลบุรี” แทนคำว่า “สาขา” เพื่อสะท้อนการเป็นศูนย์บริการครบวงจร ทั้งด้านการออกแบบ ให้คำปรึกษา และบริหารงานก่อสร้าง
โดยปัจจุบันซีคอน มีศูนย์รับสร้างบ้านรวม 5 ศูนย์ ได้แก่ ศรีนครินทร์ บางแค แจ้งวัฒนะ รามอินทรา และบางแสน-ชลบุรี
ชูโรงงานพรีแคสต์ 2 แห่ง เป็นจุดแข็งเหนือคู่แข่ง
หัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านครั้งนี้ คือการนำระบบผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตกึ่งสำเร็จรูป (Precast) ซึ่งผลิตจากโรงงานของบริษัทเองจำนวน 2 แห่ง มาเป็นจุดขาย
นายมนู ระบุว่า การผลิตชิ้นส่วนในระบบโรงงานช่วยควบคุมมาตรฐานได้ดีกว่าการหล่อคอนกรีตหน้างานทั่วไป ทั้งด้านคุณภาพ ความแข็งแรง และความแม่นยำของโครงสร้าง อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาจากสภาพอากาศและข้อจำกัดในการก่อสร้าง
นอกจากนี้ ซีคอนยังขยายรายได้เพิ่มเติมด้วยการจำหน่ายชิ้นส่วนโครงสร้างกึ่งสำเร็จรูปให้กับผู้รับเหมาและลูกค้าภายนอก โดยจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ 3,500 บาทต่อตารางเมตร พร้อมบริการเดินทางฟรีในระยะทาง 100 กิโลเมตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการผ่านศูนย์บางแสน
ประสบการณ์ 65 ปี สร้างความเชื่อมั่น “ไม่ทิ้งงาน”
อีกหนึ่งจุดแข็งที่บริษัทนำมาใช้สร้างความแตกต่าง คือประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านกว่า 65 ปี และอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีอายุกว่า 70 ปี ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจหลากหลาย เช่น รองเท้า “นันยาง” ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ โรงแรม และธุรกิจอื่น ๆ
นายมนู ย้ำว่า สิ่งที่ลูกค้ากังวลมากที่สุดในการสร้างบ้าน คือความเสี่ยงที่ผู้รับเหมาจะทิ้งงาน ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก พร้อมกันนี้ยังรับประกันโครงสร้าง 20 ปี และมีบริการสถาปนิกออกแบบ ปรับแบบบ้านเฉพาะบุคคล รวมถึงเตรียมพัฒนาโซลูชันบ้านประหยัดพลังงานและระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ EEC
ครึ่งปีแรกยอดขายหด 20% ตรึงราคาสู้ต้นทุน
สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2569 บริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น
นายมนู เปิดเผยว่า ยอดขายช่วงครึ่งปีแรกลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็ก ปรับเพิ่มขึ้นราว 5%
อย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ตรึงราคาขายบ้านไว้ก่อน โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนเอง และการสำรองวัตถุดิบทั้งเหล็กและปูนซีเมนต์ล่วงหน้าประมาณ 5-6 เดือน เพื่อบริหารต้นทุนและไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภค
ตั้งเป้าปี 2569 แตะ 1,150 ล้านบาท มองตลาดสร้างบ้านยังโตจากดีมานด์จริง
แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่บริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1,150 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้เกือบ 1,200 ล้านบาท โดยคาดหวังว่าแรงหนุนจากการเปิดศูนย์บางแสน รวมถึงงานแสดงบ้านและวัสดุก่อสร้างในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยผลักดันยอดข ายให้เข้าใกล้เป้าหมาย
นายมนู มองว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านมีความแตกต่างจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเติบโตจากความต้องการจริงของผู้บริโภค ไม่สามารถเร่งยอดขายด้วยการเปิดโครงการจำนวนมากได้ แต่ข้อดีคือมีความเสี่ยงด้านการเงินต่ำ เพราะบริษัทไม่มีภาระหนี้เงินกู้ และใช้เงินทุนของตนเองในการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศมีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี โดยบ้านสร้างเองมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 3 ล้านบาทต่อหลัง และตลาดต่างจังหวัดยังครองสัดส่วนสูงถึง 77% ของตลาดรวม จึงยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในระยะยาว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจใหม่อย่าง EEC ที่กำลังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง