กรมราง ชงบอร์ดสัปดาห์นี้ โอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว-สีทองคืน รฟม.

20 ก.ค.2569 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยความคืบหน้าการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) กลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่าภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และการแก้ไขสัญญาที่เกี่ยวข้อง

โครงการที่สามารถดำเนินการโอนได้ก่อน ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีทอง ช่วงกรุงธนบุรี-คลองสาน รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ได้แก่ สายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต รวมทั้งช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และสายสีลม ช่วงตากสิน-บางหว้า เนื่องจากเป็นการโอนในเชิงบัญชีระหว่างหน่วยงานของรัฐ จึงสามารถดำเนินการได้ทันที

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหลัก ได้แก่ สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ซึ่งยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดินรถที่จะสิ้นสุดในปี 2572 นั้น ภาครัฐมีแนวทางเปลี่ยนคู่สัญญาจากเอกชนมาเป็น รฟม. หากสามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่สามารถเปลี่ยนคู่สัญญาได้ จะต้องรอจนกว่าสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุด

นายพิเชฐกล่าวด้วยว่า ยืนยันว่านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท จะไม่ติดปัญหา แม้โครงการบางส่วนยังอยู่ภายใต้สัมปทานเดิม เนื่องจากภาครัฐจะเป็นผู้ชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร (Subsidy) ให้แก่ประชาชนโดยตรง ขณะที่ผู้รับสัมปทานยังคงจัดเก็บค่าโดยสารตามเงื่อนไขในสัญญาเดิม

นายพิเชฐระบุว่า สำหรับกรณีที่ประชาชนกังวลว่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวยังไม่รองรับการชำระเงินด้วยบัตร EMV นั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านขอให้ประชาชนทยอยปรับมาใช้บัตร EMV แทนบัตร Rabbit เนื่องจากระบบ EMV เป็นแพลตฟอร์มกลาง สามารถเคลียร์รายได้ระหว่างผู้ให้บริการแต่ละสายได้ทันที โดยเฉพาะการเดินทางข้ามสาย ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลต้นทางและปลายทาง ขณะที่ระบบบัตรโดยสารของผู้ประกอบการแต่ละรายยังไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลหลังบ้านแบบเรียลไทม์ได้ ทั้งนี้ ระบบ EMV จะช่วยตรวจสอบการเดินทางและคืนส่วนต่างค่าโดยสารให้ประชาชนได้ภายใน 3 วัน หลังการใช้บริการ

ขณะนี้ ขร.อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมติดตั้งระบบ EMV เพิ่มเติมในรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยระยะแรกจะติดตั้งเครื่องอ่านบัตรแบบเคลื่อนที่บริเวณประตูพิเศษสำหรับผู้พิการ เพื่อเป็นช่องทางรองรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้สิทธิค่าโดยสาร 17-45 บาท พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาบัตร Rabbit ให้รองรับมาตรฐาน EMV ในอนาคต

“สิทธิค่าโดยสาร 17-45 บาท จะจำกัดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทย เนื่องจากระบบ EMV สามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตที่เชื่อมโยงกับธนาคารได้ โดยตั้งเป้าภายในต้นปี 2570 ให้รถไฟฟ้าทุกสายรองรับระบบชำระเงินเดียวกัน เพื่อก้าวสู่ระบบตั๋วร่วมอย่างเต็มรูปแบบ” นายพิเชฐกล่าว

นายพิเชฐกล่าวว่า ส่วนชาวต่างชาติจะยังคงชำระค่าโดยสารในอัตราปกติ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นจำนวนมาก โดยเชื่อว่าประชาชนจะสามารถปรับตัวมาใช้ระบบ EMV ได้เช่นเดียวกับกรณีรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นหลังดำเนินนโยบายค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย

นอกจากนี้ กรณีที่ภาคเอกชน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เสนอในที่ประชุมร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งเชื่อมโครงข่ายรถไฟฝั่งตะวันออก-ตะวันตกว่า โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นโครงการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีการศึกษาออกแบบรายละเอียดไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของภาครัฐ โดยหาก EIA ผ่านความเห็นชอบ ก็สามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการและเปิดประมูลก่อสร้างได้ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวอาจจะถูกชะลอไปเพราะไปผูกติดกับแผนงานของแลนด์บริดจ์ ซึ่งหากรัฐบาลพร้อมจะดำเนินการต่อก็สามารถนำแผนงานเดิมมาปัดฝุ่นเพื่อเร่งดำเนินการได้ทันที

โดยจุดที่ขาดคือ ช่วงเชื่อมต่อจากสถานีชุมพรไปยังท่าเรือระนอง ระยะทางประมาณ 187 กิโลเมตร ซึ่งขั้นตอนขณะนี้ทำแบบเสร็จแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการยื่นรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และสำหรับไทม์ไลน์การดำเนินงานหากได้รับนโยบายให้เร่งขับเคลื่อน ขร.และ รฟท.พร้อมดำเนินการ หากได้รับความเห็นชอบตามขั้นตอนก็สามารถเปิดประมูลก่อสร้างได้ภายในปี 2570 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาดังกล่าวเป็นการประเมินเบื้องต้น เนื่องจากยังมีขั้นตอนการเวนคืนที่ดินและกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป

“ภาคเอกชนมองว่าไม่จำเป็นต้องรอโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ให้เร่งสร้างทางรถไฟช่วงที่ยังขาดอยู่ก่อน ซึ่งเมื่อเชื่อมโครงข่ายได้ครบ จะสามารถขนส่งสินค้าจากภาคเหนือมายังท่าเรือฝั่งอันดามันได้โดยตรง ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่” นายพิเชฐกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน