กสิกรไทย เผยกำไรครึ่งปีแรก 2569 แตะ 27,915 ล้านบาท โต 6.22% แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอตัว ขณะที่ครึ่งปีหลังคาดฟื้นจากมาตรการรัฐ แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน ภาษีสหรัฐฯ และเอลนีโญ
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอลงจากไตรมาสแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูงและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพในประเทศ
ขณะที่แรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐยังทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ ด้านภาคการท่องเที่ยวเผชิญข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และแม้การส่งออกยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้า
ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 โดยคาดว่าการใช้จ่ายในประเทศจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมทั้งปี 2569 ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากปีก่อน
เนื่องจากยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยังมีความผันผวนและทรงตัวอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ
ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายและประสิทธิผลของการใช้จ่ายภาครัฐ ยังเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี
ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ปรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.68% ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาสก่อนที่ไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารไตรมาส 2 ปี 2569 จะลดลงจากไตรมาสก่อน 0.98%
โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 31,432 ล้านบาท ลดลง 1.64% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 18,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.14% สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ อยู่ที่ 20,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.63% ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าและการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 0.26% สะท้อนผลจากการที่ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังที่ 10,019 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2569 เปรียบเทียบกับงวด 6 เดือน ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.22% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 63,390 ล้านบาท ลดลง 9.55% ตามอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง และส่วนหนึ่งลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.91% ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 3.36%
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,570,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.27% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย และเงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่
ขณะที่อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.18% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้น 173.90% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.24%