SCGD เผยไตรมาส 2 และครึ่งปีแรก ปี 2569 ผลการดำเนินงานแกร่ง เร่งทรานฟอร์มธุรกิจ เดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ พร้อมจ่ายปันผล 0.155 บาท/หุ้น
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2569 ขาดทุน -282 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -227% ด้านผลงานงวด 6 เดือนปี 2569 ขาดทุน -35 ล้านบาท หรือ -108% โดยภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 (ไม่รวมรายการพิเศษ) แข็งแกร่ง
ไตรมาส 2 มี Adjusted EBITDA 805 ล้านบาท กำไรสุทธิ 268 ล้านบาท เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนและปีก่อน เร่งทรานฟอร์มธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งผ่านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและวินัยการเงินที่รัดกุม เดินหน้าสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.155 บาทต่อหุ้น ดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง
โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 เติบโต โดยไม่รวมรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-recurring expenses) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการด้อยค่าสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจ จากโครงการรวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย (Plant Consolidation)
-ไตรมาส 2 บริษัทมี Adjusted EBITDA 805 ล้านบาท และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท (Adjusted Profit attributable to Owners of the Company) 268 ล้านบาท
-ครึ่งปีแรกมี Adjusted EBITDA 1,566 ล้านบาท
-กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท (Adjusted Profit attributable to Owners of the Company) 500 ล้านบาท
ทั้งนี้ รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time expenses) และเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash items)
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเป็นผลจากรายได้ที่ต่างประเทศที่เติบโตโดยเฉพาะในเวียดนาม การบริหารจัดการต้นทุนเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน และการบริหารการเงินอย่างรัดกุม ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมเดินหน้าต่อยอดการเติบโต ผ่านการขยายโอกาสทางธุรกิจ การเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายในภูมิภาค และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
นายนำพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ และสถานการณ์โลก บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกระยะ 2 ปี (2569-2570) เสริมความสามารถการแข่งขัน และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.โครงการขยายกำลังการผลิตในเวียดนามเดินหน้าตามแผน รองรับการเติบโตทั้งในภูมิภาคและตลาดส่งออก สอดคล้องกับกลยุทธ์ให้ PRIMEเวียดนามเป็นฐานผลิตส่งออก หลัง PRIME มีปริมาณการขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน เพิ่มขึ้น 18% และปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 71% เทียบปีก่อน
โดยหากโครงการแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปี 2570 PRIME จะมีสัดส่วนกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน เพิ่มเป็นประมาณ 40% ของกำลังการผลิตรวม
2.ยกระดับฐานการผลิตในไทย พร้อมเดินหน้าจับมือพันธมิตรใหม่ ผ่านโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิก และเกลซพอร์ซเลน พร้อมลงทุนสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ ที่ใช้ระบบ Automation
หากโครงการนี้แล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2570 จะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้ประมาณ 16-20% และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังได้เดินหน้าสู่ธุรกิจสุขภัณฑ์อัจฉริยะผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่างสยามซานิทารีแวร์ ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ชั้นนำในแบรนด์ COTTO กับพันธมิตรจีน (Axent Switzerland AG) เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบ สุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart toilet) และสุขภัณฑ์ไร้ถังพักน้ำ (Tankless toilet) ในไทย ด้วยกำลังการผลิต 96,000 ชิ้นต่อปี รองรับตลาดที่จะเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจสุขภัณฑ์
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ในอัตรา 0.155 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 256 ล้านบาท (อัตราส่วนการจ่ายปันผลที่ร้อยละ 60 จากกำไรสุทธิที่ไม่รวมการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ)
โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 5 สิงหาคม 2569 และกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 4 สิงหาคม 2569
ด้านนายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน เอสซีจี เดคคอร์ กล่าวว่าบริษัทยังคงมุ่งสร้างการเติบโต ผ่านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริหารต้นทุน การบริหารกระแสเงินสด และการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม
ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีรายการเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 9,218 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของสินทรัพย์รวม
มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.4 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิ ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่า สะท้อนความยืดหยุ่นทางการเงิน พร้อมรองรับแผนการลงทุนในอนาคต
นอกจากนี้ เรายังบริหารพอร์ตสินค้าใหม่ และสินค้าเกี่ยวเนื่องหลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยผลักดันยอดขายสินค้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในไทยและต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ บริษัทเร่งขยายธุรกิจในอาเซียน โดยเพิ่มเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย สินค้าสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายสุขภัณฑ์ในอาเซียนเติบโตขึ้นเทียบปีก่อน