LHFG ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวราว 2% แม้ยังเผชิญความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และมาตรการภาษีการค้า ย้ำครึ่งปีหลังเร่งขยายสินเชื่อคุณภาพ เจาะธุรกิจรับอานิสงส์การลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมต่อยอดธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การลงทุนต่างประเทศ และการเงินเพื่อความยั่งยืน ตั้งเป้าสินเชื่อทั้งปีโต 10-12% คุมหนี้เสียไม่เกิน 3%
นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 2% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แม้ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีการค้า และความผันผวนของตลาดการเงินโลก
อย่างไรก็ดีฝ่ายวิจัยของกลุ่มประเมินว่า เศรษฐกิจโลกยังถูกกดดันจากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจผลักดันราคาน้ำมันกลับไปเคลื่อนไหวในระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีโอกาสแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลกระทบต่อประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน รวมถึงประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงการตรวจสอบการส่งออกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สิ่งทอ และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของไทย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มมองว่าประเทศไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การส่งออกที่ขยายตัว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
กำไรครึ่งปีแรกโต 37.3% สินทรัพย์รวมแตะ 4.25 แสนล้านบาท
ท่ามกลางปัจจัยท้าทายดังกล่าว LHFG ยังสามารถสร้างผลประกอบการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,538.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 425,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากสิ้นปี 2568 ส่วนรายได้รวมของกลุ่มเติบโตเกือบ 20% โดยมีแรงหนุนจากทั้งธุรกิจธนาคาร ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจบริหารกองทุน ส่งผลให้กำไรของธุรกิจธนาคารเพิ่มขึ้นเกือบ 25% ธุรกิจหลักทรัพย์เติบโตกว่า 200% และธุรกิจบริหารกองทุนเติบโตประมาณ 80%
นายวรวุฒน์ กล่าวว่า กลุ่มยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ พร้อมเดินหน้าปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
LH Bank สินเชื่อโตเหนืออุตสาหกรรมทุกกลุ่ม
นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank กล่าวว่า ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,376.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.9% รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 3,640.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 70.6% เป็น 910.2 ล้านบาท
ด้านสินเชื่อรวมอยู่ที่ 302,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากสิ้นปี 2568 สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ประมาณ 1.8% โดยเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่, SME, รายย่อย และการทำธุรกรรมการเงินและบริการ International Business เติบโตโดดเด่นถึง 27% จากการใช้เครือข่ายของ CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งในไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่ม ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมจาก Trade Finance เพิ่มขึ้น 147% และธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) เพิ่มขึ้น 74.5%
ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยเติบโตเกือบ 10% ทั้งตลาดบ้านใหม่และรีไฟแนนซ์ โดยเฉพาะสินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ขณะที่สินเชื่อบุคคลเติบโต 41% โดยเน้นกลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางถึงสูง และสินเชื่อวงเงินเกิน 100,000 บาทคิดเป็น 86% ของบัญชีใหม่
สำหรับสินเชื่อ SME ธนาคารมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางกว่า 14 โปรแกรม พร้อมระบบ Early Warning และ Post Monitoring เพื่อบริหารคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด
นายฉี กล่าวอีกว่าแม้อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย แต่ธนาคารยังมั่นใจว่าจะทยอยฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง จากการขยายสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น SME และสินเชื่อบุคคล ควบคู่กับการบริหารต้นทุนเงินฝากให้มีประสิทธิภาพ โดยด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 2.56% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายไม่เกิน 3% และมี Coverage Ratio อยู่ที่ประมาณ 144%
ฐานลูกค้ารายย่อยโต 16.7% ดัน บริหารความมั่งคั่ง และ AI
ทั้งนี้ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 16.7% เป็นกว่า 400,000 ราย จากกลยุทธ์ไลฟ์สไตล์แบงกิ้ง และการขยายธุรกิจ บริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการด้านการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 127%
ในด้านดิจิทัล ธนาคารเดินหน้าพัฒนา AI Assistant “GENIE” บนแอปพลิเคชัน LHB You ให้สามารถสื่อสารด้วยภาษาธรรมชาติ ช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมผ่านเสียงได้ พร้อมนำ Generative AI มายกระดับกระบวนการทำงานภายในองค์กร
ส่วนแพลตฟอร์ม LHB Biz Connect สำหรับลูกค้าธุรกิจ ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมบนระบบเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า และธนาคารยังเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่อย่างต่อเนื่อง
รุกสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน และ Green Deposit
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือ Sustainable Banking โดยช่วงครึ่งปีแรก ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนกว่า 5,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน พร้อมเปิดตัว Green Deposit ซึ่งมียอดเงินฝากกว่า 1.48 พันล้านบาท เพื่อนำเงินไปสนับสนุนโครงการด้านพลังงานสะอาด อาคารประหยัดพลังงาน และโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนี้ธนาคารเตรียมออก Impact Report ให้ผู้ฝากเงินรับทราบผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการนำเงินไปใช้ รวมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 11 ราย ทั้งด้านพลังงานสะอาด Green Building และการจัดทำ Transition Plan เพื่อช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
Fund บริหาร AUM เกือบ 9.9 หมื่นล้านบาท
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด กล่าวว่า ครึ่งปีแรกบริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) 98,791 ล้านบาท เติบโตประมาณ 5% ประกอบด้วยกองทุนรวม 72,764 ล้านบาท กองทุนส่วนบุคคล 15,105 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10,921 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทได้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่ 12 กองทุน มูลค่าระดมทุนช่วง IPO รวม 2,145 ล้านบาท โดยเน้นธีมการลงทุนระยะยาว ได้แก่ AI Infrastructure, Semiconductor, Energy Infrastructure และ Thematic Global Equity
สำหรับแผนในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เสริมทีมขาย ขยายฐานลูกค้าองค์กร และยกระดับช่องทางดิจิทัลทั้ง Mobile Application และเว็บไซต์ เพื่อรองรับการเติบโตของนักลงทุน
กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ เตรียมเปิด Global Trading
ด้านนายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรกฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ความชัดเจนทางการเมือง และการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่งผลให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 37%
สำหรับครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดบริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trading) พร้อมขยายธุรกิจ Wealth Management และบริการที่ปรึกษาทางการเงินครบวงจร ทั้งด้านการระดมทุน การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการออกแบบโซลูชันการลงทุนเฉพาะบุคคล โดยอาศัยเครือข่ายและความเชี่ยวชาญของ CTBC Bank เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงตลาดทุนและบริษัทชั้นนำทั่วโลก
คงเป้าสินเชื่อโต 10-12% ครึ่งปีหลัง
สำหรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กลุ่ม LHFG ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีไว้ที่ 10-12% ตั้งเป้า NIM อยู่ที่ประมาณ 2.2% รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโต 5-10% ควบคุม Cost to Income Ratio ไม่เกิน 53% และรักษาระดับ NPL ไม่เกิน 3%
โดยทางกลุ่มจะมุ่งขยายสินเชื่อคุณภาพในอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การส่งออก และการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Manufacturing และ Trading พร้อมต่อยอดบริการ Trade Finance, FX Solutions, Wealth Management และ Global Investment ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี AI และการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว