ประเมินมาตรการภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ เกิดความเสี่ยงขั้นต้นกว่า 1.02 ล้านล้านบาท กดการส่งออกรวมจากเดิมคาดโต 8% เหลือประมาณ 6-7% เสนอเร่งทำบัญชีสินค้ายกเว้น
นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สหรัฐอเมริกาได้เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 หลังมาตรการภาษีนำเข้าชั่วคราวอัตรา 10% ตามมาตรา 122 สิ้นสุดลง
เหตุผลที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ใช้ดำเนินมาตรการกับไทย คือการมองว่าไทยยังไม่มี และไม่ได้บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งอาจทำให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ เข้าสู่ตลาดหรือห่วงโซ่การผลิต และทำให้ผู้ผลิตที่ไม่ใช้แรงงานบังคับเสียเปรียบด้านต้นทุน
ทั้งนี้ การสอบสวนประเด็นกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกิน เป็นการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 อีกชุดหนึ่ง ซึ่งยังไม่ใช่เหตุผลของการเรียกเก็บภาษี 12.5% ในครั้งนี้ และอาจนำไปสู่การกำหนดมาตรการภาษีเพิ่มเติมในอนาคต 11 กลุ่มสินค้าเสี่ยงรับภาษี
นายอัทธ์ระบุว่า สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เกือบทุกประเภทอยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม ยกเว้นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามประกาศของ USTR โดยกลุ่มสินค้าหลักที่มีความเสี่ยงประกอบด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารแปรรูป อาหารทะเล ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน รวมถึงอัญมณี และเครื่องประดับ
สินค้าในกลุ่มดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยางรถยนต์ ถุงมือยาง อาหารกระป๋อง กุ้ง ปลาทูน่า ข้าวหอมมะลิ เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงเครื่องประดับทอง เงิน และอัญมณีเจียระไน ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบเป็นรายพิกัดว่าสินค้าใดอยู่ในบัญชียกเว้น
สำหรับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม 12.5% ประกอบด้วยสินค้าจำเป็น และวัตถุดิบบางรายการ เครื่องบินพลเรือนทและชิ้นส่วน สินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมตามมาตรา 232 เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์ และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ไม้ และเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมสินค้าที่ออกจากท่าเรือต้นทางก่อนเวลา 00.01 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และผ่านพิธีการนำเข้าก่อนเวลา 00.01 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ตลอดจนสิ่งของบริจาคเพื่อมนุษยธรรม สื่อ และวัสดุข้อมูล และของใช้ส่วนบุคคลในสัมภาระผู้เดินทาง
อย่างไรก็ตาม การยกเว้นดังกล่าวเป็นการยกเว้นเฉพาะภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 301 เท่านั้น สินค้าบางรายการอาจยังต้องเสียภาษีนำเข้าปกติ ภาษีตามมาตรา 232 ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือภาษีตอบโต้การอุดหนุน สินค้ากว่า 1 ล้านล้านบาทเผชิญความเสี่ยง
จากข้อมูลการส่งออกปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ รวมประมาณ 72,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้า 11 กลุ่มหลักที่อาจอยู่ภายใต้ภาษีมาตรา 301 มีมูลค่ารวมตลอดปีประมาณ 58,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากประเมินเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2569 รวม 5 เดือน มูลค่าส่งออกของสินค้า 11 กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีอยู่ที่ประมาณ 24,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 829,742 ล้านบาท คิดเป็น 81.11% ของมูลค่าสินค้าไทยทั้งหมดที่คาดว่าจะส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกัน
กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าความเสี่ยงสูงสุด คือ อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ มูลค่าประมาณ 14,426 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 490,478 ล้านบาท คิดเป็น 47.94% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในช่วง 5 เดือน รองลงมาคือเครื่องจักรและอุปกรณ์ 75,565 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ยาง 71,641 ล้านบาท หากรวมสินค้าทุกประเภทที่ไทยคาดว่าจะส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วง 5 เดือนดังกล่าว จะมีมูลค่าความเสี่ยงขั้นต้นประมาณ 30,088 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.023 ล้านล้านบาท
นายอัทธ์ประเมินว่า ปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 72,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.6% จากปีก่อน หากในปี 2569 ไม่มีมาตรการภาษี และการส่งออกยังสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ผลจากภาษีมาตรา 301 อาจทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 4-6 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือขยายตัวราว 25.6-27.6%
สำหรับการส่งออกไทยโดยรวม เดิมคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 8% แต่เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 21% ของการส่งออกไทยทั้งหมด ผลกระทบจากภาษีอาจฉุดอัตราการขยายตัวของการส่งออกรวมลงประมาณ 0.8-1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การส่งออกไทยปี 2569 อาจขยายตัวเหลือประมาณ 6-7%
สำหรับแนวทางรับมือในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี 2569 ดร.อัทธ์เสนอให้ภาครัฐจัดทำรายชื่อสินค้าและพิกัดศุลกากรที่ถูกเก็บภาษีและได้รับการยกเว้นให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนและการส่งออกได้อย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน ควรเร่งตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้ส่งออกใน 11 กลุ่มสินค้าหลัก จัดทำระบบออกหนังสือรับรองแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และกระบวนการผลิต เร่งเจรจากับ USTR เพื่อขอลดอัตราภาษีจาก 12.5% รวมถึงจัดสินเชื่อ และมาตรการรักษาสภาพคล่องให้แก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง