ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 แผ่ว! สงคราม-น้ำมันแพงฉุดท่องเที่ยว ชี้ส่งออกเทคฯ-Data Center ประคอง แต่ไทยมีลุ้นหลุดบัญชีเฝ้าติดตามสหรัฐ

วันที่ 31 ก.ค. 2569 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมิ.ย. 2569 โดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชนปรับดีขึ้นจากมาตรการภาครัฐและยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัว โดยมีแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี วัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center)

อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยเฉพาะการผลิตปิโตรเลียมจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นบางส่วน และการผลิตยานยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ภาคบริการชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายรับจากการท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารได้รับผลกระทบ

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 2 มีทิศทางชะลอลงจากไตรมาสแรก จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนอ่อนแรง แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยพยุงกำลังซื้อได้บางส่วน แต่เศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน Data Center ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากภาคบริการที่ชะลอตัว

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายนลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังปรับเพิ่มขึ้นจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานโดยรวมยังทรงตัว

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ 1.พัฒนาการของสงครามและนโยบายการค้าสหรัฐฯ 2.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3.ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงต่อครัวเรือนและธุรกิจ 4.ผลของมาตรการภาครัฐ และ 5.สถานการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

นางสาวชญาวดี กล่าวเพิ่มเติมถึงรายงาน Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury) ฉบับล่าสุด ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ว่า ไทยยังคงอยู่ใน บัญชีเฝ้าติดตาม (Monitoring List) ของสหรัฐ

ทั้งนี้ แม้การประเมินรอบล่าสุดจะเข้าเพียง 1 ใน 3 เกณฑ์ คือ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ เนื่องจากหลักเกณฑ์ของ U.S. Treasury กำหนดให้ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีเฝ้าติดตามต้องคงสถานะไว้อย่างน้อย 2 รอบการประเมินติดต่อกัน ก่อนจะพิจารณาถอดออก หากไม่มีการเข้าเกณฑ์เพิ่มเติม

สำหรับการประเมินครั้งนี้ ไทยไม่เข้าเกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว หลังสัดส่วนเกินดุลลดลงจาก 3.8% ของ GDP เหลือ 2.8% ของ GDP แต่ยังเข้าเกณฑ์ด้านการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐ โดยไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเป็นฐานการผลิตสำคัญของหลายอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

นอกจากนี้ U.S. Treasury ยังระบุว่า มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการ ทั้งการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ (Repatriation) และการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดความผันผวนของค่าเงินบาท ไม่ได้มุ่งสร้างความได้เปรียบทางการค้า

“สหรัฐพร้อมประเมินว่า หากไทยยังเข้าเพียง 1 ใน 3 เกณฑ์ ในการประเมินรอบถัดไป ก็มีโอกาสได้รับการ ถอดออกจากบัญชีเฝ้าติดตาม โดยแบงก์ชาติจะติดตามผลการประเมินอย่างใกล้ชิดต่อไป”นางสาวชญาวดี กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน