“เพ็ชร ชินบุตร” เลขาธิการ กอช. ครบ 1 เดือน ประกาศเดินหน้าปฏิรูประบบการออม เร่งเพิ่มสมาชิกใหม่ 140,000 ราย ผลักดัน “สลากเพื่อการออม” เปิดขายไตรมาสแรกปี 2570 ศึกษาถอนเงินออมบางส่วนก่อนอายุ 60 ปี และใช้ประวัติการออมเป็นเครดิตสินเชื่อ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้เพียงพอจาก 30% เป็น 50%
เร่งปฏิรูป กอช. สร้างระบบออมรับสังคมสูงวัย
นายเพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่งได้ประมาณ 1 เดือน ได้เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานของ กอช. ในทุกมิติ ทั้งการขยายฐานสมาชิก การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ การพัฒนาผลิตภัณฑ์การออม และการผลักดันโครงการ “สลากเพื่อการออม” เพื่อยกระดับระบบการออมของประเทศให้รองรับสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของ กอช. ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสมาชิก แต่ต้องการสร้างหลักประกันทางการเงินให้ประชาชนมีรายได้เพียงพอหลังเกษียณ และลดจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะยากจน
ตั้งเป้าสมาชิกใหม่ 1.4 แสนราย ดึงคนไทยอีก 5 ล้านคนเข้าสู่ระบบออม
นายเพ็ชร กล่าวว่า ปี 2569 กอช. ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกใหม่จำนวน 140,000 ราย แม้จะเข้ามารับตำแหน่งในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ยังคงเป้าหมายเดิมตามตัวชี้วัดของกระทรวงการคลัง เพราะเชื่อว่าการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน กอช. มีสมาชิกประมาณ 2 ล้านคน ขณะที่ยังมีประชาชนที่มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกได้อีกกว่า 5 ล้านคน จึงเตรียมปรับรูปแบบการทำงานจากการขอความร่วมมือไปสู่การสร้างความร่วมมือแบบ “Win-Win” กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขยายฐานสมาชิกอย่างเป็นระบบ
“ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่ทำงานแบบฟรี
จับมือมหาดไทย-มหาวิทยาลัย-ดึงแรงงานไทยต่างแดน
กอช. เตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริมให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนที่ยังไม่มีหลักประกันหลังเกษียณเข้าสู่ระบบการออม รวมทั้งร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษาที่มีอายุครบ 15 ปีขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายฐานสมาชิกไปยังแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศประมาณ 400,000-500,000 คน ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่มีศักยภาพในการออม แต่ยังไม่มีหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณอย่างเพียงพอ
เร่งกฎหมาย ‘สลากเพื่อการออม’ พร้อมเปิดขายต้นปี 2570
สำหรับโครงการ “สลากเพื่อการออม” นายเพ็ชรยืนยันว่า ทุกฝ่ายในรัฐบาล กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นพ้องในหลักการ โดยขณะนี้เหลือเพียงการจัดทำกฎกระทรวงและกฎหมายลำดับรองอีก 2 ฉบับ รวมถึงการพัฒนาระบบให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
กอช. ตั้งเป้าดำเนินการทุกขั้นตอนให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อเสนอของบประมาณและเปิดจำหน่ายสลากได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570 โดยสลากจะจำหน่ายในราคาหน่วยละ 50 บาท ลุ้นรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท แต่ยังคงหลักการสำคัญว่าเป็น “เครื่องมือเพื่อการออม” ไม่ใช่การพนัน เงินต้นของผู้ซื้อยังคงเป็นเงินออมของตนเอง
ยกระดับสิทธิสมาชิก ศึกษาถอนเงินก่อน 60 ปี-ใช้ประวัติการออมขอสินเชื่อ
นายเพ็ชร เปิดเผยว่า กอช. อยู่ระหว่างศึกษาการต่อยอดสิทธิประโยชน์ของสมาชิก โดยเฉพาะการนำประวัติการออมมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เยาวชนและแรงงานนอกระบบเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถถอนเงินออมบางส่วนได้ก่อนอายุ 60 ปี ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยยังคงรักษาเงินออมส่วนหลักไว้สำหรับเป็นบำนาญหลังเกษียณ
ปักธง ‘คนแก่ไม่จน’ เพิ่มจาก 30% เป็น 50%
นายเพ็ชรกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของ กอช. คือการเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุที่สามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินและไม่อยู่ในภาวะยากจนจากปัจจุบันประมาณ 30% เป็น 50% ผ่านการส่งเสริมการออมอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น
โดย กอช. ใช้แนวคิดให้ผู้สูงอายุมีรายได้หลังเกษียณอย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน เป็นกรอบในการออกแบบระบบบำนาญ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และหากสมาชิกมีเงินออมมากกว่าระดับที่จำเป็นสำหรับการจ่ายบำนาญขั้นต่ำ ก็อาจเปิดโอกาสให้ถอนเงินส่วนที่เกินไปใช้ประกอบอาชีพหรือลงทุนได้ในอนาคต ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและการปรับปรุงกฎหมาย
ยกโมเดลนิวซีแลนด์ ชี้ระบบออมต้องสร้างต่อเนื่องระยะยาว
นายเพ็ชร กล่าวว่าการผลักดันระบบการออมของไทยไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางการเงินของประเทศในระยะยาว โดยยกตัวอย่างประเทศนิวซีแลนด์ที่ใช้เวลากว่า 30 ปีในการพัฒนาระบบกองทุนเพื่อการออม (Savings Fund) จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
“หลายประเทศใช้เวลาสร้างระบบนี้มานานกว่าจะเห็นผล ประเทศไทยก็ต้องเริ่มลงมือทำ แม้ต้องใช้เวลา แต่หากดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีระบบที่มั่นคง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในระยะยาว” นายเพ็ชรกล่าว
พร้อมย้ำว่า การจัดทำ สลากเพื่อการออม ไม่ใช่เพียงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบการออมแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมีวินัยการออมและมีหลักประกันทางการเงินหลังเกษียณ ลดความเสี่ยงการเป็นผู้สูงอายุยากจนในอนาคต