สยามคูโบต้า ยอมรับตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรปี 2569 ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกอ่อนตัวลงครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่ปริมาณงานบริการเพิ่มขึ้นสวนกระแส สะท้อนพฤติกรรมเกษตรกรที่ยืดอายุการใช้งานเครื่องจักร ผลักดันให้บริษัทเร่งยกระดับกลยุทธ์บริการหลังการขาย

เศรษฐกิจชะลอกดตลาดเครื่องจักร แต่ธุรกิจบริการเติบโตสวนทาง

นายไวพจน์ หามาลา Head of Customer Solutions บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในปี 2569 ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของเกษตรกรที่ชะลอตัว ส่งผลให้ยอดขายเครื่องจักรใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่ยอดขายทั้งปีนี้ยังคาดหวังให้ใกล้เคียงปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขายเครื่องจักรใหม่จะชะลอลง แต่ธุรกิจบริการหลังการขายกลับเติบโตต่อเนื่อง โดยจำนวนงานบริการในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นประมาณ 6% เนื่องจากเกษตรกรเลือกซ่อมบำรุงและยืดอายุการใช้งานเครื่องจักรมากกว่าการลงทุนซื้อใหม่ แม้มูลค่าการซ่อมเฉลี่ยต่อครั้งจะลดลงราว 3% เพราะลูกค้าตัดสินใจซ่อมเฉพาะรายการที่จำเป็น เพื่อบริหารสภาพคล่องในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“ภาวะเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หลายรายเลือกซ่อมแทนการซื้อใหม่ ส่งผลให้จำนวนงานบริการเพิ่มขึ้น แม้มูลค่าการซ่อมต่อเคสจะลดลง แต่ถือเป็นสัญญาณว่าการบริการหลังการขายมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาฐานลูกค้า” นายไวพจน์กล่าว

ยกระดับบริการหลังการขาย สร้างความเชื่อมั่นตลอดอายุการใช้งาน

นายไวพจน์ กล่าวว่า แม้ภาคเกษตรไทยยังมีศักยภาพเติบโต โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประเมินว่าเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.4% แต่เกษตรกรยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ผันผวน ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

สยามคูโบต้าซึ่งดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันการเกษตรครบวงจร จึงวางการบริการหลังการขาย เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร โดยมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด Purchase Once, Lifetime Confidence หรือ “เลือกคูโบต้า คุ้มค่าไม่รู้จบ”

โดยบริษัทได้มีการลงทุนทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการ และเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย เพื่อช่วยลดระยะเวลาหยุดทำงานของเครื่องจักรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร

77% ของลูกค้าให้ความสำคัญกับบริการมากกว่าราคา

จากผลสำรวจลูกค้าของบริษัทพบว่า เกษตรกรกว่า 77% ไม่ได้พิจารณาราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในระยะยาว ความพร้อมของอะไหล่ ศูนย์บริการ และความรวดเร็วในการเข้าซ่อม เนื่องจากการหยุดทำงานของเครื่องจักรในช่วงฤดูกาลผลิตอาจส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง

นอกจากนี้ ลูกค้าที่ได้รับบริการรวดเร็วและแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ยังมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำและแนะนำแบรนด์ให้กับเกษตรกรรายอื่น ส่งผลให้สยามคูโบต้ามีคะแนนความพึงพอใจด้านบริการอยู่ที่ 978 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 หรือคิดเป็น 97.8%

ใช้ AI และฐานข้อมูลกว่า 820,000 คัน ยกระดับบริการเชิงรุก

นายไวพจน์ กล่าวว่า บริษัทเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาพัฒนาระบบบริการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลประวัติการใช้งาน ประวัติการซ่อม ประเภทเครื่องจักร และรอบการบำรุงรักษา เพื่อสร้างฐานข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางการติดต่อที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีฐานข้อมูลเครื่องจักรในระบบกว่า 820,000 คัน พร้อมเชื่อมต่อระบบ Telematics และแอปพลิเคชัน KUBOTA Care

เพื่อวิเคราะห์การใช้งาน คาดการณ์การบำรุงรักษา แจ้งเตือนลูกค้าล่วงหน้า และวางแผนจัดสรรช่าง อะไหล่ และการเข้าบริการให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน ช่วยเพิ่มอัตราการซ่อมสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก และเปลี่ยนรูปแบบการบริการจากการซ่อมเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การให้บริการเชิงรุก

เปิดวอร์รูม รับฤดูเก็บเกี่ยว เร่งแก้ปัญหาภายใน 24 ชั่วโมง

นายไวพจน์ กล่าวว่า ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวระหว่างเดือนต.ค.-ธ.ค. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างรายได้ของผู้รับจ้างเกี่ยวข้าว และการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร ขณะที่สยามคูโบต้า มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวอร์รูม (War Room) มารองรับการให้บริการตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อติดตามและบริหารจัดการทุกกรณีที่ลูกค้าแจ้งเข้ามาแบบเรียลไทม์ โดยทำงานร่วมกับทีมช่างบริการภาคสนามกว่า 308 ทีมทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ภายใน 2 ชั่วโมง

พร้อมประสานการจัดหาอะไหล่ ชิ้นส่วน และการสนับสนุนจากโรงงาน เพื่อให้จัดส่งอะไหล่ถึงหน้างานภายใน 1 วัน และซ่อมเครื่องจักรแล้วเสร็จภายใน 1 วันหลังได้รับอะไหล่ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาหยุดทำงาน ของเครื่องจักรในช่วงฤดูกาลสำคัญ

“หากรถเกี่ยวนวดข้าวหยุดทำงานเพียง 1 วัน ผู้ประกอบการอาจสูญเสียรายได้ราว 10,000-20,000 บาท บริษัทจึงนำระบบ Dashboard และตัวชี้วัด (KPI) มาติดตามทุกขั้นตอนของการให้บริการ ส่งผลให้ปีที่ผ่านมา บริษัทมีคะแนนความพึงพอใจด้านบริการ (CSI) สูงถึง 97.9% และต่อยอดสู่การได้รับรางวัลด้านการบริหารงานบริการในระดับเอเชียและระดับโลก”

ปั้นช่างทักษะสูงกว่า 1,600 คน รักษามาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรผ่าน SIAM KUBOTA Academy เพื่อยกระดับทักษะของช่างบริการกว่า 1,600 คน ทั้งด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล AI และการวิเคราะห์ข้อมูล ควบคู่กับการฝึกอบรมภาคปฏิบัติผ่านระบบ VR Simulator และ Digital Learning Platform

ปัจจุบันสยามคูโบต้ามีผู้แทนจำหน่าย 87 แห่ง ศูนย์บริการมาตรฐาน Kubota Excellence Service มากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ โดยทุกศูนย์ต้องผ่านการประเมินมาตรฐานทุกปี ทั้งจากทีมตรวจสอบภายในและหน่วยงานอิสระ เพื่อรักษาคุณภาพการให้บริการในมาตรฐานเดียวกัน

โดยในปี 2568 บริษัทได้ให้บริการลูกค้าไปกว่า 500,000 เคส มีอัตราการซ่อมสำเร็จตั้งแต่การเข้าบริการครั้งแรกสูงถึง 99% พร้อมมีศูนย์กระจายอะไหล่ภายใต้หลังคาเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่กว่า 28,000 ตร.ม. สามารถจัดส่งอะไหล่ถึงลูกค้าภายใน 1 วัน

เดินหน้าสร้าง “ท็อป ออฟ มายด์” ผ่านบริการตลอด 48 ปี

นายไวพจน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 48 ปี สยามคูโบต้าได้เดินหน้ายกระดับประสบการณ์บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดผ่านแคมเปญต่าง ๆ อาทิ “คูโบต้าแคร์ อุ่นใจ 5 ปี”, “KUBOTA CARE HELP CHECK” และ “คูโบต้า เซอร์วิส เดย์” ที่ให้บริการตรวจเช็กเครื่องจักรและคำปรึกษาครอบคลุมกว่า 3,000 จุดทั่วประเทศในแต่ละปี

ทำให้ล่าสุดบริษัทได้รับรางวัลระดับ Gold จากเวที Asia-Pacific Stevie® Awards 2026 และ The Stevie® Awards for Sales & Customer Service 2026 สะท้อนมาตรฐานการบริหารงานบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมตอกย้ำเป้าหมายในการเป็นแบรนด์ ท็อป ออฟ มายด์ (Top of Mind) หรือแบรนด์แรกที่เกษตรกรไทยนึกถึง ผ่านการดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ไม่ใช่เพียงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน