กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์ส่งออกปีนี้โต 8-10% หนุนจีดีพีไทยโต 1.6-2% ลงทุนฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมจับตาความเสี่ยงจากสงคราม เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยโลก
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกขยายตัวได้ 8-10% จากเดิมคาดว่าจะหดตัว 0.5-1.5% เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 คาดวาขยายตัวได้ 1.6-2% จากเดิมคาด 1.2-1.6% เนื่องจากคาดการณ์ และอัตราเงินเฟ้อคาดอยู่ที่ 2.5-3% จากเดิม 2-3%
โดยการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้ มาจากภาคส่งออกและการลงทุนที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าคาด โดยเฉพาะการเติบโตของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ส่งผลให้การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีแรกเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัวถึง 17.6% โดยการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนราว 26.5% ของการส่งออกทั้งหมด เติบโตสูงถึง 45.9%
นายผยง ระบุว่าที่ประชุมประเมินเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก
ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังขยายตัวแบบ K-shape โดยประเทศที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI รวมถึงไทย มีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นว่าไทยจำเป็นต้องเร่งต่อยอดการเติบโตจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศ ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content)
การสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศ และพัฒนาทักษะแรงงานรองรับการลงทุนใหม่ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยได้มากขึ้น ไม่ใช่เติบโตเฉพาะอุตสาหกรรมในกลุ่ม K ขาขึ้น
นอกจากนี้ ยังผลักดันการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐและเอกชน (Connect the dots) เพื่อยกระดับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจให้แม่นยำและตรงจุด ทั้งการใช้ข้อมูลภาคการผลิต ข้อมูล Local Content ข้อมูลแรงงาน และข้อมูล Supply Chain
การพัฒนาระบบเปิดของภาครัฐ (Open Government) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การปราบปรามนอมินี เศรษฐกิจนอกระบบ และอาชญากรรมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนประกาศสนับสนุนการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของภาครัฐ ได้แก่
Investment & Industry Transformation Hub, AI & Digital Hub, Green Economy, Financial Hub และ Medical Hub
ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หลังมีการประเมินว่าเงินลงทุนเข้าสู่อาเซียนจะเพิ่มขึ้นกว่า 5.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำคัญ
“จะเห็นได้จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วงครึ่งปีแรกที่มีมูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการเติบโตของไทยในระยะยาว”