ศุภวุฒิ ชี้ ‘สังคมสูงวัย’ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย ดัน Wellness-Longevity Economy เครื่องยนต์ใหม่ ชู 4 ทางรอดสู่ฮับสุขภาพโลก
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเสวนาหัวข้อ “Longevity Economy : โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา “MATICHON EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY” เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย ซึ่งเครือมติชนจัดขึ้นที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 ว่า
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสาธารณสุข แต่เป็น “ไฟต์บังคับ” ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต หากไม่เร่งปรับตัว ภาระด้านการคลังและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายศุภวุฒิ กล่าวบนเวทีว่า จำนวนผู้สูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.7 ล้านคนเมื่อปี 2543 เป็นกว่า 14.5 ล้านคนในปัจจุบัน และจะเพิ่มเป็นราว 20 ล้านคนในอีก 15 ปีข้างหน้า ขณะที่อายุเฉลี่ยของประชากรเพิ่มจากไม่ถึง 30 ปี เป็น 41.2 ปี และมีแนวโน้มแตะ 46.5 ปีในช่วงเวลาเดียวกัน
ในอีกด้านหนึ่ง จำนวนประชากรไทยเริ่มลดลงแล้ว และอาจเหลือเพียงประมาณ 64 ล้านคนในปี 2583 ขณะที่สัดส่วนแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงอย่างต่อเนื่อง จากกว่า 7 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน เหลือประมาณ 3.5 คนในปัจจุบัน และอาจลดลงเหลือเพียง 1.8 คนในปี 2593 ส่งผลให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุและค่าใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจุบันงบประมาณด้านสาธารณสุขของภาครัฐขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มเฉลี่ยปีละประมาณ 6% ขณะที่สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี สะท้อนว่าหากคนไทยยังมีสุขภาพไม่ดี ประเทศจะต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ
นายศุภวุฒิมองว่า โมเดลเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาภาคการผลิตไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนหลักได้อีกต่อไป หลังการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ทวีความรุนแรง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตชะลอลง ขณะที่ภาครัฐต้องใช้นโยบายการคลังประคองเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
“เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย คือภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การแพทย์ และธุรกิจสุขภาพ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ Longevity Economy”
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวกลับมามีสัดส่วนราว 18.3% ของ GDP หลังฟื้นตัวจากโควิด-19 ขณะที่มูลค่า Wellness Economy ของไทยอยู่ที่ประมาณ 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 7.6% ของ GDP และหากรวมกับภาคการท่องเที่ยว จะมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 30% ของ GDP โดยมีศักยภาพขยายเป็น 35-40% ได้ หากไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งภูมิอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน ธรรมชาติ อาหารไทย คุณภาพบริการ และอัธยาศัยของคนไทย ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลกได้ แต่ไทยต้องเปลี่ยนจากการขายเพียง “อาหารอร่อย” เป็นการขาย “อาหารที่ทำให้สุขภาพดีและอายุยืน”
อย่างไรก็ตาม การสร้าง Longevity Economy จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนไทยยังมีสุขภาพไม่ดี โดยข้อมูลพบว่าผู้ป่วยเพียง 5% ใช้งบประมาณด้านบัตรทองถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และผู้สูงอายุกว่า 7 ล้านคนจากทั้งหมดประมาณ 14 ล้านคน ยังต้องพึ่งพาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนถึงความเปราะบางทั้งด้านสุขภาพและฐานะทางเศรษฐกิจ
นายศุภวุฒิ เสนอ 4 แนวทางผลักดันไทยสู่การเป็น Wellness & Longevity Hub ได้แก่ ยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวให้สร้างคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตมากกว่ามุ่งปริมาณนักท่องเที่ยว สร้างมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นธรรมต่อนักท่องเที่ยว ปรับบทบาทหน่วยงานรัฐจากผู้กำกับดูแล (Regulator) เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) เพื่อส่งเสริมธุรกิจสุขภาพ สมุนไพร และแพทย์แผนไทย รวมถึงเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ พัฒนาเทคโนโลยี และเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพ เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาค
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นายศุภวุฒิกล่าวว่า ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือหนี้เสีย (NPL) ที่อยู่ในระดับประมาณ 11% ทำให้ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ แม้ระบบการเงินจะมีสภาพคล่องเพียงพอ จึงเสนอให้ภาครัฐเข้าไปช่วยเสริม “ทุน” มากกว่าการเพิ่ม “หนี้” โดยใช้แนวทางคล้ายกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มความน่าเชื่อถือ ก่อนที่สถาบันการเงินจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังยอมรับว่าการผลักดัน Wellness Tourism และ Medical Tourism ของไทยยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และควรมี “เจ้าภาพหลัก” ที่รับผิดชอบขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ช่วงท้ายของการเสวนา นายศุภวุฒิได้แบ่งปันแนวทางดูแลสุขภาพว่า หลักการง่ายที่สุดคือควบคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรักษารอบเอวไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดีและอายุยืน