ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เผยตลาดหุ้นไทยเดือนก.ค.ยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและการปรับฐานหุ้นเทคโนโลยีโลก โดยนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ดันมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวันแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี พร้อมเตรียมจัดงาน Thailand Focus 2026 ดึง 87 บริษัทจดทะเบียน มูลค่าหลักทรัพย์รวมกว่า 15 ล้านล้านบาท พร้อมบริษัทอาเซียนร่วมโรดโชว์ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก

วันที่ 6 ส.ค. 2569 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มที่ดีในช่วงที่เหลือของปี 2569 และมีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 1,700 จุด หากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศไม่รุนแรงจนกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจกลับไปยืนเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงภาวะการลงทุนทั่วโลกยังอยู่ในระดับปกติ

นายอัสสเดชกล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยเริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ทยอยเปลี่ยนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนไปสู่การลงทุนจริงมากขึ้น ผ่านมาตรการ Fast Track และ Fast Pass ของภาครัฐ ประกอบกับนโยบายกระตุ้นการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนมากขึ้น หลังสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยลดลงจากกว่า 40% ในอดีต เหลือเพียงประมาณ 15-20% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

“หากปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญ” นายอัสสเดชกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังเป็นปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงจนดันราคาน้ำมันปรับตัวสูง หรือเกิดภาวะความตื่นตระหนกจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและ AI จนทำให้นักลงทุนทั่วโลกลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเช่นกัน แม้ว่าพื้นฐานของตลาดไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มการเงิน พลังงาน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ

สำหรับทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ นายอัสสเดชระบุว่า ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เงินลงทุนต่างชาติมีการเคลื่อนย้ายตามสถานการณ์โลก โดยหลังการเลือกตั้งไทยเคยไหลเข้าราว 60,000 ล้านบาท ก่อนจะไหลออกช่วงสงครามตะวันออกกลางประมาณ 40,000 ล้านบาท และกลับมาไหลเข้าสุทธิอีกครั้ง จนล่าสุดมียอดซื้อสุทธิสะสมอยู่ที่ประมาณ 75,864 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้รับสัญญาณเชิงบวกจากบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศหลายแห่งที่ทยอยปรับคำแนะนำ Overweight ตลาดหุ้นไทย รวมถึงเผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับประเทศไทยมากขึ้น จากความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ

นายอัสสเดชกล่าวว่า กลุ่มธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติในระยะต่อไป จะเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น Data Center พลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบสาธารณูปโภค น้ำ รวมถึงกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการบริโภคในประเทศและนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล อาทิ กลุ่ม Healthcare และอุตสาหกรรมใน 7 คลัสเตอร์เศรษฐกิจใหม่

สำหรับภาพรวมตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกรกฎาคม 2569 ณ สิ้นเดือน SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 28.9% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ แม้ว่าตลาดโลกจะเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก

ด้าน นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีโลกค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมมีความหลากหลาย อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่กระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.6% เป็น 2.5% และนักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันของ SET และ mai ในเดือนก.ค.อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 69,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.8% จากปีก่อน โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเดือนก.ค. 48,864 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 75,864 ล้านบาท และยังครองสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดถึง 54.3%

ในด้านกิจกรรมส่งเสริมการลงทุน นายอัสสเดชเปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมจัดงาน Thailand Focus 2026 ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.นี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนัดหมายประชุมกับบริษัทจดทะเบียน เบื้องต้นจะมี 87 บริษัท เข้าร่วม

ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนไทย 78 บริษัท ครอบคลุมมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 15 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 74% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทั้งหมดของตลาดหุ้นไทย และบริษัทจากอาเซียนอีก 9 บริษัท ซึ่งคาดว่าจะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าผลักดันโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนและเพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนและการกำกับดูแลผู้ลงทุน ซึ่งในปีนี้พบว่าการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทจดทะเบียนและการดำเนินการด้านวินัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนคุณภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน